โทรทัศน์จอตู้ที่เคยเป็นความทันสมัยที่สุดของหมู่บ้าน เครื่องเล่นเทปที่ครั้งหนึ่งเคยเปิดเพลงดังไปทั่ว ดินเผาที่เคยบรรจุอาหารเลี้ยงคนทั้งครอบครัว และตู้ไม้เก่าที่ผ่านมือเจ้าของมาไม่รู้กี่รุ่น หากอยู่ในบ้านยุคปัจจุบัน สิ่งของเหล่านี้อาจถูกขายเป็นของมือสอง หรือไม่ก็ถูกทิ้งไปพร้อมกับความทรงจำ แต่ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของประเทศจีน ของเก่าเหล่านี้กลับมีค่ามากพอที่จะทำให้คนเดินทางข้ามประเทศมาดู ที่นี่ไม่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยคอยเรียกร้องความสนใจ ไม่มีจอสัมผัสอธิบายประวัติศาสตร์ทุกย่างก้าว สิ่งที่ต้อนรับผู้มาเยือนกลับเป็นโทรทัศน์หลายสิบเครื่องที่เปิดไม่ติดแล้ว รองเท่าเก่าผ่านการใช้แล้วนับหมื่นคู่ เครื่องมือทำไร่ที่ผ่านฤดูกาลเพาะปลูกมานับไม่ถ้วน และห้องเก็บเครื่องปั้นดินเผาที่เรียงรายจนแทบไม่มีพื้นที่ว่าง ยิ่งเดินลึกเข้าไป ยิ่งพบว่าประวัติศาสตร์จีนไม่ได้มีแต่จักรพรรดิ สงคราม และราชวงศ์อันยิ่งใหญ่ แต่ยังมีเรื่องราวของชาวบ้านธรรมดาที่ต้องทำมาหากิน เลี้ยงลูก แต่งงาน และเอาชีวิตรอดในพื้นที่ที่ธรรมชาติไม่ได้ใจดีกับมนุษย์นัก สถานที่แห่งนี้คือ หมู่บ้านวัฒนธรรมพื้นเมือง ฉื้อหนิววา (Chiniuwa / Chiniuwa Folk Culture Village – 赤牛坬民俗文化村) ตั้งอยู่ในอำเภอเจียเซี่ยน (Jiaxian) เมืองอวี๋หลิน มณฑลส่านซี ประเทศจีน หมู่บ้านเก่าแก่ที่มีประวัติการตั้งถิ่นฐานมากกว่า 800 ปีแห่งนี้ ปัจจุบันกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่นำบ้านถ้ำดินเหลืองและข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันมาบอกเล่าประวัติศาสตร์ของผู้คนบนที่ราบสูงดินเหลือง โดยมีสิ่งของสะสมมากกว่า 150,000 ชิ้น ภูเขาคือบ้าน และวัวคือเทวดา ก่อนที่ ‘ฉื้อหนิววา’ จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว พื้นที่แห่งนี้เคยเป็นหมู่บ้านเกษตรกรรมริมลุ่มแม่น้ำเหลือง หรือหวงเหอ (Yellow River) ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดอารยธรรมจีน ภูมิประเทศของอวี๋หลินแตกต่างจากจีนตอนใต้ที่เต็มไปด้วยภูเขาเขียวชอุ่ม พื้นที่จำนวนมากเป็นเนินเขาดินเหลืองสลับหุบลึก มีสภาพอากาศแห้งแล้งและฤดูหนาวที่หนาวจัด การสร้างบ้านจึงต้องปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติ ชาวบ้านเลือกขุดพื้นที่ลาดเขาให้กลายเป็นที่อยู่อาศัย เรียกว่า เหยาต้ง (Yaodong – 窑洞) หรือบ้านถ้ำดิน ซึ่งเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นที่พบได้ทั่วไปในมณฑลส่านซีและพื้นที่ใกล้เคียง บ้านลักษณะนี้มีผนังดินหนาช่วยลดการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิภายใน โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับอากาศภายนอกที่ร้อนในฤดูร้อนและหนาวในฤดูหนาว ประตูและหน้าต่างมักมีรูปทรงโค้ง เพื่อให้เหมาะกับโครงสร้างของถ้ำ เมื่อหลายครอบครัวสร้างบ้านตามแนวเขา บ้านถ้ำจึงเรียงซ้อนกันเป็นชั้น ๆ เกิดเป็นสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ที่ดูคล้ายพระราชวังซ่อนตัวอยู่ในภูเขา ภาพอาคารที่ปรากฏเบื้องหน้าในวันนี้จึงไม่ใช่พระราชวังจักรพรรดิ แต่เป็นพื้นที่ที่ได้รับการพัฒนาโดยอาศัยรูปแบบบ้านถ้ำและภูมิประเทศดั้งเดิม จนได้รับฉายาว่า “พระราชวังโปตาลาแห่งบ้านถ้ำ” เพราะมีลักษณะอาคารเรียงลดหลั่นคล้ายพระราชวังโปตาลาในทิเบต ชื่อหมู่บ้านยังมีตำนานที่น่าสนใจ ตามเรื่องเล่าท้องถิ่น ในช่วงปลายราชวงศ์หมิง เคยมีกองกำลังจากทางเหนือเข้ามาใกล้หมู่บ้านในเวลากลางคืน วัวแก่ตัวหนึ่งส่งเสียงร้องเตือนจนชาวบ้านรู้ตัวและหลบหนีได้ทัน แต่ตัววัวกลับถูกสังหาร ชาวบ้านจึงเล่าขานเรื่องวัวผู้ช่วยชีวิตผู้คน และเชื่อมโยงเรื่องดังกล่าวเข้ากับชื่อ ฉื้อหนิววา โดยคำว่า ‘หนิว’ (牛) หมายถึงวัว ตำนานท้องถิ่น ยังช่วยอธิบายความสำคัญของวัวต่อชุมชนเกษตรกรรม ที่ต้องพึ่งแรงงานสัตว์ในการไถนาและขนส่งมาเป็นเวลานาน ประตูถ้ำที่พาเดินข้ามศตวรรษ เมื่อเดินผ่านประตูไม้และบันไดหินเข้าสู่บริเวณพิพิธภัณฑ์ สิ่งแรกที่สังเกตได้คือสถาปัตยกรรมที่แทบไม่มีเส้นตรงแบบอาคารสมัยใหม่ ช่องประตูส่วนใหญ่เป็นรูปโค้ง ผนังบางส่วนตกแต่งด้วยลวดลายพื้นเมือง และมีทางเดินเชื่อมระหว่างห้องต่าง ๆ ราวกับเขาวงกต ห้องหนึ่งจัดแสดงตู้ไม้และหีบเก็บของขนาดต่าง ๆ บางใบมีลวดลายดอกไม้สีทองบนพื้นสีดำ บางใบเป็นตู้สีแดงเข้มที่สีเริ่มหลุดลอกตามกาลเวลา ตู้เหล่านี้ชวนให้นึกถึงยุคที่ครอบครัวจีนยังไม่มีตู้เสื้อผ้าสำเร็จรูปหรือเฟอร์นิเจอร์พลาสติก เครื่องเรือนหนึ่งชิ้นอาจถูกใช้งานหลายสิบปีและส่งต่อระหว่างคนในครอบครัว เมื่อเดินผ่านประตูโค้งถัดไป บรรยากาศเปลี่ยนเป็นห้องจัดแสดงเครื่องปั้นดินเผา ไหหลายร้อยใบตั้งเรียงรายบนพื้นและชั้นอิฐ มีตั้งแต่ไหขนาดเล็กไปจนถึงภาชนะที่สูงเกือบถึงเอว เครื่องปั้นดินเผาเหล่านี้ทำให้เข้าใจว่า ก่อนจะมีตู้เย็นและบรรจุภัณฑ์อุตสาหกรรม การเก็บรักษาอาหาร น้ำ และธัญพืชต้องอาศัยภาชนะที่ทนทานและใช้ซ้ำได้ อีกห้องหนึ่งกลับสร้างความรู้สึกแตกต่างโดยสิ้นเชิง เพราะเต็มไปด้วยโทรทัศน์จอตู้ วิทยุ เครื่องเล่นเทป และเครื่องเสียงรุ่นเก่า หากไหดินเผาพาผู้ชมย้อนกลับไปสู่วิถีเกษตรกรรม โทรทัศน์เหล่านี้ก็กำลังเล่าเรื่องการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมและการบริโภคสื่อสมัยใหม่ น่าสนใจว่า ประวัติศาสตร์ในหมู่บ้านแห่งนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงยุคราชวงศ์หมิงหรือชิง แต่เดินทางต่อเนื่องมาจนถึงช่วงชีวิตที่คนรุ่นปัจจุบันยังจำได้ 2009 ขยะล้ำค่าของหมู่บ้าน ลองจินตนาการถึงบ้านหลังหนึ่งบนภูเขาทางตอนเหนือของจีน ภายในมีตู้ไม้ที่สีเริ่มหลุดลอก เครื่องมือไถนาที่ด้ามจับสึกกร่อน และโทรทัศน์จอตู้ที่เคยเป็นศูนย์กลางความบันเทิงของครอบครัว เหล่านี้เคยมีหน้าที่ของมัน ก่อนจะค่อย ๆ หมดความจำเป็นเมื่อเครื่องใช้รุ่นใหม่เข้ามาแทน ปี 2009 กลายเป็นจุดเปลี่ยนของหมู่บ้าน เมื่อการพัฒนาชนบทนำไปสู่การปรับปรุงบ้านถ้ำเก่าแก่ หรือ เหยาต้ง (Yaodong) ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยดั้งเดิมของผู้คนบนที่ราบสูงดินเหลือง ระหว่างการจัดระเบียบบ้านเรือน ชาวบ้านเริ่มนำข้าวของที่ไม่ได้ใช้งานออกมา บางชิ้นถูกเก็บไว้หลายสิบปี บางชิ้นตกทอดมาจากคนรุ่นปู่ย่าตายาย และอีกหลายชิ้นกลายเป็นของที่ไม่มีใครต้องการ แต่แทนที่จะปล่อยให้สิ่งของเหล่านั้นสูญหายไปพร้อมการเปลี่ยนแปลงของหมู่บ้าน กลับเกิดแนวคิดที่จะรวบรวมและเก็บรักษาไว้เป็นหลักฐานของชีวิตในอดีต ชาวบ้านเริ่มนำเครื่องใช้เก่ามาบริจาค ขณะที่บ้านถ้ำบางแห่งถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่จัดแสดง จนค่อย ๆ พัฒนาเป็นพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมพื้นบ้านที่รวบรวมสิ่งของจากหลากหลายยุคสมัย เมื่อก้าวผ่านประตูโค้งเข้าไปภายในห้องจัดแสดง ผู้มาเยือนจะพบว่าประวัติศาสตร์ของหมู่บ้านไม่ได้เรียงตามรายพระนามจักรพรรดิหรือเหตุการณ์สงคราม แต่กระจายตัวอยู่ตามข้าวของที่ครั้งหนึ่งเคยถูกหยิบจับในชีวิตประจำวัน ห้องหนึ่งเต็มไปด้วยตู้ไม้และหีบเก็บของเก่า บางใบยังมีลวดลายดอกไม้สีทองประดับอยู่บนพื้นไม้สีเข้ม อีกห้องจัดแสดงไหดินเผาจำนวนมากวางเรียงซ้อนกันบนชั้นอิฐ ภาชนะเหล่านี้เคยมีความสำคัญต่อการเก็บน้ำ อาหาร และผลผลิตทางการเกษตร ในยุคที่ครัวเรือนยังไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าช่วยถนอมอาหาร เดินต่อไปอีกไม่กี่ก้าว บรรยากาศกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อพบห้องที่เต็มไปด้วยโทรทัศน์จอตู้ วิทยุ และเครื่องเล่นเทปวางเรียงราย เครื่องใช้เหล่านี้อาจดูไม่เก่าแก่เท่าไหดินเผาหรือตู้ไม้ แต่กลับเป็นหลักฐานของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญในสังคมชนบทจีน เมื่อเทคโนโลยีและสื่อสมัยใหม่เริ่มเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตครอบครัว โทรทัศน์หนึ่งเครื่องอาจเคยเป็นสิ่งของราคาแพงที่คนทั้งบ้านเฝ้ารอดูรายการพร้อมกัน ขณะที่เครื่องเล่นเทปเคยทำหน้าที่นำเสียงเพลงและเรื่องราวจากโลกภายนอกเข้ามาสู่หมู่บ้านบนภูเขา สิ่งของที่ถูกจัดแสดงจึงไม่ได้มีคุณค่าเพียงเพราะอายุเก่าแก่ แต่ยังบอกเล่าความเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิต ตั้งแต่ยุคที่ผู้คนต้องพึ่งพาแรงงานสัตว์และเครื่องมือเกษตร ไปจนถึงวันที่เครื่องใช้ไฟฟ้าเริ่มเปลี่ยนกิจวัตรภายในบ้าน ข้าวโพดสีทอง เมื่อออกมาสู่พื้นที่กลางแจ้ง จะเห็นฝักข้าวโพดแห้งถูกนำมาเรียงซ้อนกันจนกลายเป็นผนังและซุ้มขนาดใหญ่ บางจุดประดับด้วยพริกแดงและธัญพืช ขณะที่นักท่องเที่ยวผลัดกันเข้าไปถ่ายภาพ การตกแต่งซุ้มใด ๆ ดูจะมีเจตนาเพื่อการท่องเที่ยว แต่เบื้องหลังต่างหากที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์อาหารของจีน ข้าวโพดมีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกา ก่อนแพร่เข้าสู่จีนในช่วงราชวงศ์หมิง และกลายเป็นพืชสำคัญในพื้นที่ที่ปลูกข้าวเจ้าได้ยาก โดยเฉพาะภูมิประเทศแบบเนินเขาและพื้นที่แห้งแล้ง สำหรับชาวบ้านบนที่ราบสูงดินเหลือง ธัญพืชอย่างข้าวโพดและข้าวฟ่างจึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงทางอาหาร การแขวนข้าวโพดไว้ให้แห้งยังเป็นวิธีจัดการผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งช่วยลดความชื้นก่อนนำไปเก็บรักษาหรือแปรรูป ชาวบ้านคือภัณฑารักษ์ อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ ฉื้อหนิววา แตกต่างจากพิพิธภัณฑ์ทั่วไป คือการนำวัฒนธรรมที่เคยอยู่ในชีวิตประจำวันกลับมาแสดงต่อหน้าผู้ชม ระหว่างการเดินทาง ผู้มาเยือนสามารถพบกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการแสดงพื้นบ้าน เช่น การใช้พัดสีสดใสและร่มประดับลวดลายดอกไม้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม หนึ่งในศิลปะสำคัญของพื้นที่คือ หยางเกอ (Yangge – 秧歌) การแสดงพื้นบ้านทางภาคเหนือของจีนที่ผสมผสานการเต้น การเคลื่อนไหวเป็นขบวน และเสียงดนตรีเข้าด้วยกัน มักพบในเทศกาลเฉลิมฉลองและช่วงตรุษจีน ฉื้อหนิววา ยังมีการแสดงกลางแจ้งชื่อ เกาเกาซานซ่างอี้โถวหนิว (高高山上一头牛) แปลได้ว่า “วัวตัวหนึ่งบนภูเขาสูง” การแสดงเริ่มเปิดตัวในปี 2015 โดยนำวิถีชีวิตชาวบ้านมาเป็นเนื้อหา ตั้งแต่การทำงานในไร่นา ความรัก ไปจนถึงพิธีกรรมพื้นถิ่น นักแสดงส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านที่นำประสบการณ์ชีวิตของตนเองขึ้นเวที จุดเด่นของการแสดงจึงเป็นความใกล้ชิดระหว่างเรื่องที่เล่ากับชีวิตจริงของผู้แสดง คนที่ถือเครื่องมือเกษตรอยู่บนเวที อาจเป็นคนเดียวกับที่ใช้เครื่องมือเหล่านั้นทำงานในชีวิตประจำวัน หมู่บ้านที่เปลี่ยนความทรงจำเป็นรายได้ ในอดีต ฉื้อหนิววา เคยเผชิญปัญหาความยากจน ชาวบ้านจำนวนมากพึ่งพาการเพาะปลูกอินทผลัมจีนหรือพุทราจีน และบางส่วนต้องเดินทางออกไปทำงานนอกหมู่บ้าน บ้านถ้ำเก่าบางส่วนได้รับการปรับปรุงเป็นที่พัก เครื่องมือเกษตรกลายเป็นสิ่งจัดแสดง และชาวบ้านสามารถมีรายได้จากการแสดง การขายอาหาร หรือการทำงานในพื้นที่ท่องเที่ยว ช่วยเพิ่มโอกาสในการทำงานและรายได้ของครัวเรือนในพื้นที่ ขณะที่หมู่บ้านได้รับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับ AAA ของจีน นี่จึงเป็นตัวอย่างของการพัฒนาชนบทที่ใช้ทุนทางวัฒนธรรมเป็นจุดเริ่มต้น แทนการสร้างสิ่งปลูกสร้างใหม่ทั้งหมดแล้วทิ้งอดีตไว้เบื้องหลัง แน่นอนว่า การเปลี่ยนหมู่บ้านให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวย่อมทำให้บางส่วนของวัฒนธรรมถูกจัดวางใหม่เพื่อผู้มาเยือน สิ่งที่เห็นในปัจจุบันจึงเป็นการนำความทรงจำเก่ามาตีความและนำเสนอในบริบทเศรษฐกิจยุคใหม่ และนั่นทำให้การเดินทางครั้งนี้ เปิดพื้นที่ให้ผู้คนรุ่นใหม่เข้ามาเรียนรู้และสร้างรายได้ อาจเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้วัฒนธรรมดำรงอยู่ต่อไป เมื่อเดินออกจากหมู่บ้าน ภาพที่ติดตาจึงมีทั้งอาคารใหญ่ในเนินเขา ตู้ โต๊ะ ผนังเก่าพร้อมรอยถลอก และโทรทัศน์ที่ไม่มีใครเปิดดูแล้ว เพราะเมื่อเดินออกไปจากหมู่บ้านนี้ ทันทีที่รู้สึกคือ ห้วงเวลากลับมาเดินอีกครั้ง และเดินไวขึ้นเมื่อต้องกลับเข้าไปในเมือง ราวกับว่า ฉื้อหนิววา คือพื้นที่ไม่ต้องห้ามแต่พิเศษที่สามารถหยุดทุกห้วงเวลาไว้ได้ อ่านข่าวต้นฉบับ: ทีวีพัง รองเท้าเก่า หมู่บ้านในภูเขา ‘ฉื้อหนิววา’ ประวัติศาสตร์ของคนธรรมดา
โทรทัศน์จอตู้ที่เคยเป็นความทันสมัยที่สุดของหมู่บ้าน เครื่องเล่นเทปที่ครั้งหนึ่งเคยเปิดเพลงดังไปทั่ว ดินเผาที่เคยบรรจุอาห







Comments