ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนยกฟ้อง 3 ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯ “อังคณา-ธนภรณ์-พุทธณี” คดีธรรมเกษตรฟ้องหมิ่นประมาทปมแชร์โพสต์รณรงค์คุ้มครองสิทธิแรงงาน ชี้เป็นการแสดงความเห็นสุจริต ด้านจำเลยชี้เป็นชัยชนะแห่งเสรีภาพ-วอนยุติคดีฟ้องปิดปาก เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน องค์กรโพรเทคชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล รายงานว่า ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีที่ บริษัท ธรรมเกษตร จำกัด ยื่นฟ้อง 3 ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ได้แก่ นางอังคณา นีละไพจิตร, น.ส.พุทธณี กางกั้น และ น.ส.ธนภรณ์ สาลีผล ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา โดยศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสามไม่มีความผิดและพ้นจากทุกข้อกล่าวหา คำตัดสินในคดีนี้ถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญของกระบวนการยุติธรรมไทยในการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออก และสกัดกั้นการใช้กฎหมายเพื่อสร้างภาระหรือกลั่นแกล้งประชาชน หรือ Anti-SLAPP โดยศาลอุทธรณ์เห็นพ้องตามศาลชั้นต้นว่า การที่จำเลยทั้งสามแชร์โพสต์รณรงค์สิทธิแรงงานข้ามชาตินั้น เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ไม่ได้กล่าวถึงบริษัทโจทก์โดยตรง และจำเลยไม่อาจคาดหมายได้ว่าจะมีผู้เข้าถึงวิดีโอที่มีเนื้อหาหมิ่นประมาทตามที่โจทก์กล่าวอ้างได้ อังคณา นีละไพจิตร ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และสมาชิกวุฒิสภา ได้กล่าวเปิดใจหลังรับฟังคำพิพากษาว่า ต้องขอขอบคุณศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายืนในวันนี้ คดีนี้ส่วนตัวได้แสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ไม่ได้มีเจตนาที่จะไปหมิ่นประมาทใคร ที่ผ่านมา บริษัท ธรรมเกษตร จำกัด ได้ฟ้องร้องนักปกป้องสิทธิมนุษยชน นักวิชาการ แรงงาน และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รวมกว่า 20 คน รวมประมาณ 37 คดี ซึ่งแม้เกือบทุกคดีศาลจะยกฟ้อง แต่โจทก์ก็จะอุทธรณ์และฎีกา ทำให้ผู้ที่ตกเป็นจำเลยเผชิญความยากลำบากในการดำเนินชีวิตโดยเฉพาะการทำงาน อังคณา กล่าวเพิ่มเติมว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันนี้เน้นย้ำว่า คดีนี้ไม่เข้าองค์ประกอบฐานความผิด และจำเลยได้แสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ตามครองธรรม และเนื่องจากคดีนี้ดำเนินมายาวนานถึง 7 ปี สร้างความเสียหายให้แก่ตัวเองในฐานะจำเลยอย่างมาก โดยเฉพาะความเสียหายทางจิตใจ จึงหวังว่าศาลฎีกาจะไม่รับฎีกาของโจทก์ โดยขอให้ผู้พิพากษาในคดีไม่ลงนานรับฎีกาของโจทก็ และนำคำแนะนำของประธานศาลฎีกามาปฏิบัติเพื่อให้คดีถึงที่สุด และเพื่อคืนความเป็นธรรมให้ผู้เสียหาย หลายคนที่เป็นห่วงแสดงความดีใจ แต่ส่วนตัวไม่รู้สึกดีใจ เพราะเห็นว่าไม่สมควรถูกฟ้องแต่แรก เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีที่เข้าข่ายการฟ้องกลั่นแกล้งหรือฟ้องปิดปาก เพื่อปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตต่อสาธารณะเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน ขณะที่ ธนภรณ์ สาลีผล ได้เปิดเผยความรู้สึกว่า รู้สึกดีใจที่ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาลงรายละเอียดในประเด็นการปกป้องเสรีภาพในการแสดงออก โดยยืนยันว่าข้อความที่สื่อสารออกไปนั้นเป็นการติชมโดยสุจริต ซึ่งถือเป็นรายละเอียดที่สำคัญมาก การที่ศาลระบุชัดเจนว่าคดีนี้ไม่ได้เป็นการหมิ่นประมาท นับเป็นนิมิตหมายและสัญญาณที่ดีสำหรับคดีหมิ่นประมาทในลักษณะนี้ เพราะเป็นการยืนยันหลักการเสรีภาพในการแสดงออกและการติชมโดยสุจริตในประเด็นสาธารณะ นอกจากนี้.ธนภรณ์ ยังสะท้อนถึงปัญหาของการฟ้องปิดปาก (SLAPP) ในคดีนี้ว่า แม้ศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษายกฟ้องในวันนี้ แต่เชื่อว่าทางบริษัทโจทก์น่าจะยื่นฎีกาต่อไปอย่างแน่นอน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงลักษณะของการดำเนินคดีที่ต้องการเอาเรื่องให้ถึงที่สุดเพื่อสร้างภาระให้กับผู้ที่ออกมาแสดงความคิดเห็น แม้จะรู้สึกดีใจกับผลคำพิพากษา แต่ภาระในการต่อสู้คดียังคงไม่จบสิ้น ทางด้าน พุทธณี กางกั้น ได้กล่าวเสริมว่า รู้สึกดีใจยิ่งกว่าตอนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเสียอีก เพราะถือเป็นการยืนยันว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้อง สิ่งที่ประทับใจมากที่สุดคือศาลให้ความสำคัญกับการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ซึ่งตนมองว่าสิ่งนี้คือรากฐานของสังคมประชาธิปไตย หากกระบวนการยุติธรรมไม่ยืนยันในจุดนี้ สังคมก็จะอยู่ร่วมกันอย่างยากลำบาก พุทธณี กล่าวยืนยันว่า ทุกบทความและข้อความที่โพสต์ไป ไม่เคยมีการกล่าวหามุ่งร้าย เป็นเพียงการทำงานในประเด็นสิทธิมนุษยชนเท่านั้น การที่กระบวนการยุติธรรมมองเห็นและให้ความสำคัญ ถือเป็นการส่งสารที่สำคัญไปถึงคนทำงานในแวดวงเดียวกันและสังคมทั้งสังคมว่า ไม่ต้องกลัวที่จะแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริตเพื่อประโยชน์สาธารณะบนหลักการสิทธิมนุษยชน ซึ่งคำตัดสินนี้ได้สร้างบรรทัดฐานสำคัญขึ้นมา “นอกเหนือจากความรู้สึกส่วนตัวแล้ว ถือเป็นการปลดล็อกคดีที่ยืดเยื้อมานานถึง 7 ปี การมีคดีอาญาติดตัวตลอด 7 ปี สร้างความกดดันและความเครียดมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเดินทางไปไหน หรือแม้แต่การต้องเดินทางมาศาล ชีวิตที่ควรจะเดินไปข้างหน้าต้องหยุดชะงักเพื่อรอสิ่งนี้ พอมีวันนี้ก็รู้สึกโล่งใจและหายใจได้ทั่วท้องมากขึ้น แต่ก็ยังต้องลุ้นว่าจะมีการฎีกาอีกหรือไม่ หวังว่าศาลจะไม่รับฎีกา เพื่อให้พวกเราได้ก้าวเดินต่อไปในการทำงานเสียที” พุทธณี กล่าวทิ้งท้าย ในส่วนของข้อกฎหมาย ทิตศาสตร์ สุดแสน ทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) ซึ่งเป็นทนายความในคดีนี้ ได้อธิบายถึงรายละเอียดของคดีว่า คดีนี้ในตอนแรกถูกฟ้องแยกมาเป็น 5 คดี ก่อนที่ศาลจะรวมการพิจารณาคดีเข้าด้วยกัน โดยศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษายกฟ้องไปเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว ทิตศาสตร์ ขยายความว่า ในชั้นศาลชั้นต้นนั้น ศาลได้วินิจฉัยว่าการกระทำยังไม่เข้าองค์ประกอบความผิด เนื่องจากตัวจำเลยในการโพสต์ไม่มีข้อความหมิ่นประมาท และตัววิดีโอก็ห่างไกลจากการกระทำความผิด พอมาถึงศาลอุทธรณ์ในวันนี้ ศาลได้พิพากษายืนยกฟ้องตามศาลชั้นต้น พร้อมทั้งยืนยันเรื่องการขาดองค์ประกอบความผิด แต่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยเพิ่มเติมในประเด็นการรับรองการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ โดยระบุชัดเจนว่า การโพสต์ของจำเลยเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ เป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม และเป็นสิทธิที่ประชาชนสามารถกระทำได้ตามทำนองคลองธรรม ซึ่งถือเป็นหลักข้อยกเว้นความผิดตามกฎหมายอาญา สำหรับแนวทางการต่อสู้คดีในชั้นศาลฎีกาหลังจากนี้ นายทิตศาสตร์ อธิบายว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา คดีที่ไม่ได้ตัดสินจำคุก หรือมีโทษจำคุกไม่ถึง 5 ปี จะต้องห้ามฎีกา ดังนั้น ทางจำเลยไม่มีสิทธิและไม่มีความจำเป็นต้องฎีกาอยู่แล้ว แต่หากฝ่ายโจทก์ต้องการจะยื่นฎีกา จะต้องทำคำร้องขออนุญาต โดยต้องให้ผู้พิพากษาที่นั่งบัลลังก์พิจารณาคดีนี้ เซ็นชื่อรับรองว่ามีเหตุอันควรที่จะได้รับการพิจารณาในชั้นฎีกาอย่างน้อย 1 คน จึงจะสามารถยื่นฎีกาได้ ซึ่งหากฝ่ายโจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกา ทางทีมทนายความก็พร้อมที่จะทำคำคัดค้านฎีกาเพื่อสู้คดีต่อไป คดีนี้นับเป็นส่วนหนึ่งของข้อพิพาทด้านสิทธิแรงงานที่ยืดเยื้อมาถึง 1 ทศวรรษ ตั้งแต่ปี 2559 บริษัทฟาร์มไก่แห่งนี้ได้เดินหน้ายื่นฟ้องดำเนินคดีกับกลุ่มแรงงานข้ามชาติ นักวิชาการ และนักปกป้องสิทธิฯ รวม 22 คน จำนวนถึง 37 คดี ซึ่งสถานการณ์การใช้กฎหมายคุกคาม (SLAPP) ในไทยได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากประชาคมโลก ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวถือเป็นวาระสำคัญ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ประธานศาลฎีกาได้ออกคำแนะนำเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา เพื่อเป็นแนวทางให้ศาลใช้มาตรา 161/1 คัดกรองการฟ้องคดีกลั่นแกล้ง โดยย้ำว่ากระบวนการยุติธรรมต้องไม่ใช่เครื่องมือปิดปากประชาชน หากศาลสูงตรวจพบพฤติการณ์แกล้งฟ้อง เช่น การฟ้องหลายคดีจากเหตุเดียวกัน ศาลก็มีอำนาจหยิบยกกฎหมายมาใช้เพื่อมิให้กระบวนการยุติธรรมสร้างภาระแก่ผู้ที่ออกมาปกป้องสิทธิมนุษยชนและประชาชนเกินสมควร
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนยกฟ้อง 3 ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯ “อังคณา-ธนภรณ์-พุทธณี” คดีธรรมเกษตรฟ้องหมิ่นประมาทปมแชร์โพสต์รณรงค์ค


Comments