กลุ่มอุตฯยานยนต์ คงเป้าผลิตรถยนต์ 1.45 ล้านคัน จี้รัฐอุ้มตลาดรถกระบะ นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเดือนกันยายน 2569 ว่า ยอดผลิตรถยนต์ลดลงจากปีก่อน ขณะที่ยอดขายในประเทศและยอดส่งออกขยายตัว โดยตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ แต่ตลาดรถกระบะยังเผชิญภาวะหดตัวต่อเนื่อง ในเดือนที่ผ่านมา เกิดอุทกภัยในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ โดยเฉพาะพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จ.ชลบุรี แม้โรงงานผลิตรถยนต์บางแห่งไม่ได้ถูกน้ำท่วมโดยตรง แต่ต้องหยุดสายการผลิตชั่วคราวจากการขาดแคลนชิ้นส่วน ปัญหาการขนส่ง และพนักงานไม่สามารถเดินทางไปทำงานได้ อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจสมาชิกตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม พบว่าโรงงานทุกแห่งกลับมาเดินสายการผลิตตามปกติแล้ว โดยผลกระทบจากอุทกภัยจะสะท้อนในตัวเลขการผลิตเดือนพฤศจิกายน แต่กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ยังคงเป้าหมายการผลิตรถยนต์ปี 2569 ที่ 1.45 ล้านคัน แบ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งออก 900,000 คัน และผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 550,000 คัน นายสุวัชร์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมยังรอความชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์นำเข้าสำเร็จรูป โดยเห็นว่าการปรับภาษีควรสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการที่ลงทุนและผลิตในประเทศไทย เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนมีผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทานกว่า 2,500 ราย และเกี่ยวข้องกับการจ้างงานมากกว่า 800,000 คน ทั้งนี้ สำหรับภาพรวมตลาดในประเทศช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ยอดขายรถยนต์สะสมอยู่ที่ 521,226 คัน เพิ่มขึ้น 16.35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ตลาดรถกระบะยังเป็นปัญหา โดยเฉพาะรถกระบะบรรทุกที่ผู้ประกอบการใช้ประกอบอาชีพ ซึ่งได้รับผลกระทบจากการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดและกำลังซื้อที่อ่อนแอ ซึ่งมองว่ารัฐบาลควรมีมาตรการกระตุ้นตลาดรถกระบะอย่างเป็นรูปธรรมและเร่งด่วน เพื่อรักษาระดับการผลิต การจ้างงาน และความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม ตลอดจนห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง เผยยอดขายรถยนต์ในประเทศ ก.ย. พุ่ง 14.28% แตะ 5.5 หมื่นคัน นายสุรพงษ์ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ กล่าวว่า เดือนกันยายน 2569 ไทยผลิตรถยนต์ได้ 120,319 คัน ลดลง 6.08% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน(YoY) ขณะที่ยอดผลิตสะสมเดือนมกราคม-กันยายนอยู่ที่ 1,080,030 คัน เพิ่มขึ้น 0.39% การผลิตรถยนต์นั่งเดือนกันยายนอยู่ที่ 46,462 คัน ลดลง 6.09% แบ่งเป็นรถยนต์สันดาปภายใน (ICE) 15,715 คัน ลดลง 27.78% รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) 9,894 คัน เพิ่มขึ้น 55.20% รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) 3,702 คัน เพิ่มขึ้น 6.56% และรถยนต์ไฮบริด (HEV) 17,151 คัน ลดลง 3.99% ส่วนรถยนต์บรรทุกผลิตได้ 73,857 คัน ลดลง 6.07% โดยรถกระบะขนาด 1 ตันผลิตได้ 72,195 คัน ลดลง 6.81% สะท้อนแรงกดดันที่ยังมีต่อกลุ่มรถกระบะ ซึ่งเป็นฐานการผลิตและส่งออกสำคัญของไทย ซึ่งหากเมื่อแยกตามวัตถุประสงค์การผลิต เดือนกันยายนผลิตเพื่อส่งออก 81,068 คัน ลดลง 7.09% คิดเป็น 67.38% ของยอดผลิตทั้งหมด ส่วนการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศอยู่ที่ 39,251 คัน ลดลง 3.91% ทั้งนี้ สำหรับยอดผลิตสะสม 9 เดือน รถยนต์เพื่อส่งออกอยู่ที่ 686,647 คัน ลดลง 3.41% ขณะที่การผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศอยู่ที่ 393,383 คัน เพิ่มขึ้น 7.79% นายสุรพงษ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยอดขายรถยนต์ในประเทศเดือนกันยายนอยู่ที่ 55,255 คัน เพิ่มขึ้น 14.28% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 7.61% จากเดือนสิงหาคม โดยการเติบโตมาจากความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ส่วนยอดขายรถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์รวมอยู่ที่ 39,907 คัน เพิ่มขึ้น 25.80% แบ่งเป็นรถยนต์ ICE 7,776 คัน ลดลง 14.50% รถยนต์ BEV 16,404 คัน เพิ่มขึ้น 80.13% รถยนต์ PHEV 1,497 คัน เพิ่มขึ้น 137.24% รถยนต์ REEV 117 คัน ลดลง 21.48% และรถยนต์ HEV 14,113 คัน เพิ่มขึ้น 10.78% ซึ่งตรงกันข้ามกับยอดขายรถกระบะ ที่ยังลดลง โดยรถกระบะ (Pickup 1 Ton) ขายได้ 5,003 คัน ลดลง 11.50% ส่วนรถกระบะดับเบิลแค็บขายได้ 5,106 คัน ลดลง 4.95% และรถอเนกประสงค์ PPV ขายได้ 2,564 คัน ลดลง 19.65% ส่งออกรถยนต์โต 4.55% แตะ 8.9 หมื่นคัน นายสุรพงษ์ กล่าวว่า สำหรับด้านการส่งออก ในเดือนกันยายน 2569 ไทยส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 89,972 คัน เพิ่มขึ้น 4.55% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน โดยรถกระบะส่งออก 54,559 คัน เพิ่มขึ้น 11.15% ขณะที่รถยนต์นั่ง ICE ส่งออก 7,491 คัน ลดลง 54.85% รถยนต์นั่ง BEV ส่งออก 867 คัน ลดลง 10.80% และรถยนต์นั่ง HEV ส่งออก 9,636 คัน เพิ่มขึ้น 110.16% โดยตลาดเอเชียซึ่งมีสัดส่วน 28.61% ของยอดส่งออกรถยนต์ทั้งหมด เป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญ โดยการส่งออกไปตลาดดังกล่าวเพิ่มขึ้น 27.16% จากปีก่อน ขณะที่ตลาดออสเตรเลียและโอเชียเนียมีสัดส่วน 29.30% ของยอดส่งออกทั้งหมด อย่างไรก็ตาม การส่งออกไปตะวันออกกลางยังอยู่ในระดับต่ำ โดยเดือนกันยายนส่งออกได้ 14,419 คัน ลดลง 30.60% จากปีก่อน และในช่วง 9 เดือนแรก การส่งออกรถกระบะไปตลาดดังกล่าวลดลง 33,118 คัน หรือ 37.73% ส่วนยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปสะสมเดือนมกราคม-กันยายนอยู่ที่ 655,009 คัน ลดลง 4.94% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ส่วนมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปเดือนกันยายนอยู่ที่ 63,130.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.18% เมื่อรวมเครื่องยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถยนต์ มูลค่าการส่งออกรวมอยู่ที่ 82,654.95 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.15% ซึ่งเมื่อรวมรถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ด้วย มูลค่าการส่งออกยานยนต์และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องในเดือนกันยายนอยู่ที่ 88,191.18 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.50% จากปีก่อน อย่างไรก็ตาม ในช่วง 9 เดือนแรก มูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถยนต์รวมอยู่ที่ 638,081.34 ล้านบาท ลดลง 2.99% ขณะที่เมื่อรวมรถจักรยานยนต์และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง มูลค่าการส่งออกยานยนต์ทั้งหมดอยู่ที่ 690,446.67 ล้านบาท ลดลง 2.38% จี้รัฐอุ้มตลาดรถกระบะ-ปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ สำหรับปัจจัยกดดันตลาดรถกระบะประกอบด้วยการพิจารณาสินเชื่อที่เข้มงวด ภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวในอัตราต่ำ รายได้ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่อ่อนแอ และภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ผลิตรถยนต์ แต่ยังครอบคลุมผู้ผลิตชิ้นส่วนและวัตถุดิบ ตลอดจนธุรกิจที่เกี่ยวข้อง อาทิ ผู้ผลิตหม้อน้ำ ท่อไอเสีย เบาะนั่ง เครื่องปรับอากาศ กระจก เหล็ก ล้อยาง และเครื่องยนต์ รวมถึงผู้จำหน่ายรถยนต์ บริษัทประกันภัย และธุรกิจอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ขอเสนอให้รัฐบาลเร่งพิจารณามาตรการช่วยเหลืออุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะการสนับสนุนสินเชื่อรถกระบะและการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต เพื่อรักษาฐานการผลิตในประเทศและลดความเสี่ยงต่อการจ้างงานในห่วงโซ่อุปทาน โดยภาคอุตสาหกรรมมองว่า การรักษาระดับการผลิตรถกระบะมีความสำคัญต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยและต่างชาติ รวมถึงแรงงานและธุรกิจต่อเนื่องจำนวนมาก ขณะเดียวกัน การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของฐานการผลิตไทยยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อการส่งออกและการลงทุนระยะยาว สำหรับเป้าหมายทั้งปี 2569 กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ยังคงคาดการณ์การผลิตรถยนต์ไว้ที่ 1.45 ล้านคัน และการส่งออกรถยนต์ 900,000 คัน แต่อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามผลกระทบจากอุทกภัย สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และทิศทางสินเชื่อในประเทศ เนื่องจากเป็นปัจจัยสำคัญต่อแนวโน้มการผลิตและจำหน่ายรถยนต์ในช่วงที่เหลือของปี
กลุ่มอุตฯยานยนต์ คงเป้าผลิตรถยนต์ 1.45 ล้านคัน จี้รัฐอุ้มตลาดรถกระบะ นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแ






Comments