เปิดปาก “ผู้รับเหมา” สร้างมูลนิธิองค์กรทำดีที่ปทุมธานีครั้งแรก! “สรปุก” แจงแทน “บุ๋ม” เอกสารไม่มีคำว่าพูลวิลล่า ฟาดแรง “คนที่หายหัว” สรรพากรเผยมูลนิธิฯ ไม่ยื่นผลประกอบการตั้งแต่ปี 67 รายการ โหนกระแส วันที่ 30 ต.ค. 69 ดำเนินรายการโดย “หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย” ผลิตในนามบริษัท ดีคืนดีวัน จำกัด ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 12.35 น. ทางช่อง 3 กดหมายเลข 33 ยังเกาะติดมรสุมชีวิต “บุ๋ม ปนัดดา” และสามี “ก๊อต อธิป” ปมร้อนเงินบริจาคของมูลนิธิองค์กรทำดี ที่มีการโอนออกจากบัญชีองค์กรทำดีโดยปนัดดา ไปยังผู้รับเหมาพูลวิลล่าที่ภูเก็ต ก่อนที่ผู้รับเหมาจะโอนกลับไปให้ก๊อต อธิป โดยวันนี้สัมภาษณ์ “ทนายกุ้ง อำนวยพร มณีวรรณ์” ทนาย “ช่างเอ๋” ผู้รับเหมาที่จังหวัดภูเก็ต มาพร้อม “ทนายแก้ว ดร.มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล” และ “ญาณาธิป กาฬดิษย์” หัวหน้ากลุ่มงานมูบนิธิ และเรี่ยไร 2 , “ศุภชัย บำรุงศรี”ผู้อำนวยการสืบสวนและคดี/โฆษกกรมสรรพากร, ว่าที่ร้อยตรีอภิณห์พันธุ์ ขันธหิรัญ หัวหน้ากลุ่มงานมาตรฐานและระเบียบกฎหมาย ทราบเรื่องราวที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้อยู่ ของมูลนิธิองค์กรทำดี? ศุภชัย : ทราบคร่าวๆ มีข้อมูลเพิ่มขึ้นเป็นระยะๆ ครับ แสดงว่าท่านเริ่มตรวจสอบแล้ว? ศุภชัย : กระบวนการตรวจสอบเริ่มแล้วครับ วันนี้กรมสรรพากรเริ่มตรวจสอบแล้ว พี่กุ้งเป็นทนายคุณเอ๋? ทนายกุ้ง : ที่สำนักงานเป็นทีมงานที่ทำคดีให้กับคุณเอ๋มา แรกๆ ไม่ใช่เคสนี้ มีเคสอื่นๆ ด้วย แต่จบไปแล้ว หลังจากนั้นกลับมาปรึกษาเรื่องที่โดนบุกรุกป่า เมื่อวานที่สัมภาษณ์ไป ที่ภูเก็ต แล้วมีเรื่องนี้ เขาปรึกษาว่าผู้รับเหมาไม่จ่ายเงินค่าก่อสร้างพูลวิลล่า ตอนนั้นยังไม่ทราบผู้รับเหมาคือใคร มันตั้งแต่ปลายปีที่แล้วด้วยซ้ำปี 68 ต่อมาทราบว่าคนเป็นเจ้าของโฉนดคือคุณบุ๋ม ปนัดดา ก่อนจะมา เขาปรึกษาทนายความหลายสำนักงานมากเลย ที่จะให้ทวงถามเงิน หรือโนติส ฟ้องร้อง หลายสำนักงานไม่กล้ารับ เพราะว่าเขาใหญ่ ไม่กล้าทำ เป็นบุคคลมีชื่อเสียง ไม่กล้ารับงาน ก็มาปรึกษาที่สำนักงานทนายเดชาอีกรอบนึง ปรึกษา ตอนแรกจะมาทวงแค่ค่างวดงาน ยังไม่เห็นสเตทเมนต์ไม่เห็นเอกสาร แค่ค้างงวดงานว่าจะฟ้องร้องหรือโนติสก่อน ตอนแรกเขาพยายามทวงก่อน ตามหาบ้านจนเจอ จนตอนหลังตามรปภ.จำหน้าได้ จนเขาไม่ให้เข้าหมู่บ้านแล้ว เพราะตอนนั้นติดต่อคุณก๊อตไม่ได้ สุดท้ายบอกงั้นเดี๋ยวโนติส ให้เขาส่งเอกสารมาก่อน ยังไม่เห็นเอกสารอะไร พอส่งเอกสารมาปุ๊บ นั่งไล่สเตทเมนต์ เอ๊ะ ทำไมเงินมาจากองค์กรทำดี โดยปนัดดา ก็บอกว่าไม่ได้แล้วนะ เห็นตั้งแต่เมื่อไหร่? ทนายกุ้ง : อันนั้นทีมงานเป็นคนตรวจสอบให้ นานแล้วเหมือนกัน ก่อนแจ้งความเดือนสิงหาฯ ปี 69 ก่อนหน้านี้เขาส่งเอกสารไล่ๆ มาก่อน ก็เอ๊ะกับเอกสาร ทำไมแบบนี้ มันไม่ได้แล้วนะ คุณเกี่ยวข้องมั้ย สอบถามก่อน พี่กุ้งกับพี่เดชาเห็นความไม่ชอบมาพากลขององค์กรทำดีตั้งแต่สิงหาฯ? ทนายกุ้ง : ใช่ค่ะ แต่ไม่ได้พูดอะไร เอกสารค่อยๆ ทยอยส่งมา เพราะเขาอยู่ภูเก็ต เราอยู่กรุงเทพฯ ก็เก็บมาเรื่อยๆ ก่อน แล้วทีมงานก็ช่วยรวบรวมเอกสารมา ก็ถามก่อนว่าเขาเกี่ยวข้องกับเงินก้อนนี้ที่ไหลเข้ามาและไหลออกไปมั้ย เพราะมีเงินสองส่วน ส่วนนึงเป็นค่าก่อสร้าง รับจ้างจริงๆ อีกส่วนต้องคืนเขาทั้งก่อน โอนมาเท่าไหร่ต้องคืนเท่านั้น อันนี้ที่ถาม เขาบอกว่าเขาไม่เกี่ยว พอเห็นว่าเป็นเงินที่ออกมาจากองค์กรทำดีโดยบุ๋ม ปนัดดา ไปสู่บัญชีนายอภิชาตกับโมจิ ตอนนั้นพี่ตกใจมั้ย? ทนายกุ้ง : ก็ตกใจ งง ถามว่าเขาเกี่ยวข้องอะไรกับเงินที่เข้ามามั้ย ไปทำอะไรให้เขาหรือเปล่า สอบถามว่าเขาโอนมาทำไม เพื่ออะไร เขาก็ยืนยันว่าเขาไม่เกี่ยว มีการโอนกลับจริงๆ โดยการที่คุณก๊อตสั่งว่าโอนกลับไป อยู่ๆ โอนเข้ามา แล้วโอนกลับไป มีแชตไลน์อยู่แล้ว อภิชาตโอนให้อธิป แต่มีอันนึงเป็นเรื่ององค์กรทำดี ที่โอนมาก่อนหน้านี้ โอนให้นายอภิชาต ผู้รับเหมา แล้วทำเป็นรีสอร์ต เป็นพูลวิลล่าที่ภูเก็ต เป็นเงินโอนจากองค์กรทำดีทั้งนั้นเลย โอนไปเรื่อยๆ พอถามเอ๋ ซึ่งเป็นผู้รับโอน เขาบอกว่าเงินเนี่ยจำไม่ได้หรอกว่าก้อนนี้เข้ามาแล้วออกไป หรือก้อนนี้เข้ามาแล้วเอาไปทำอะไร ความหมายของเขา คือเอาไปก่อสร้าง เงินมีสองส่วน ส่วนนึงเข้ามา สร้างบ้าน ส่วนนึงเข้ามาโอนไปหาคุณก๊อต สามีคุณบุ๋ม? ทนายกุ้ง : ถูกต้องค่ะ ทีมงานเห็นว่ามันผิดสังเกต ก็เลยทำหนังสือเป็นหนังสือร้องทุกข์ รายละเอียดว่าไปแจ้งความไว้ที่จ.ภูเก็ต เป็นเอกสารฉบับวันที่ 12 ส.ค. เนื่องจากตอนนั้นสอบถามว่าเขาเกี่ยวข้องมั้ยกับเงินก้อนนี้ อะไรยังไง เขาบอกว่าไม่ได้เกี่ยวข้อง ยืนยันตามนั้น เลยทำเป็นหนังสือร้องทุกข์ไปให้ เขาไปลงประจำวันมาก็เป็นฉบับนี้ เหตุก่อนมีการเปิดเรื่องนี้ มันมีมานานแล้ว จากนั้นยังไงต่อ? ทนายกุ้ง : มันก็มีการรวบรวมเอกสาร ตั้งใจจะฟ้องแหละ แต่เรื่องมันก็เกิดมาก่อน ซึ่งไม่ห่างกันเท่าไหร่ พอดีว่าคุยเรื่องจะไปพบตร.สอบสวนเกี่ยวกับเรื่องบุกรุกป่าด้วย เขามีปัญหาสรรพากรด้วย ที่เขาเปิดบริษัท ตกลงเป็นหุ้นส่วนกัน บริษัทอาเธอร์ ตอนแรกที่คุยกันเลย เขาบอกจะตกลงทำห้นุส่วนพูลวิลล่ากัน แต่ช่างเอ๋ไม่โอเค เดี๋ยวมีปัญหา เลยไม่ทำ เขาเลยเปลี่ยนมาเป็นบ้านพักตักอากาศก่อน แล้วสักพักก็เปลี่ยนมาทำเป็นพูลวิลล่าเหมือนเดิม ซึ่งคุณบุ๋มก็ไปตอนสร้างพูลวิลล่าหลังที่สอง ตอนนั้นเจอช่างเอ๋ แล้วไปอีกสองครั้ง แต่ไม่เจอช่างเอ๋ ตอนนั้นมีปัญหาว่าพอไปทวงเงิน หลังที่สามมันติดต่อไม่ได้แล้ว ก็เลยมีการไปทุบเสาทิ้ง ติดต่อไม่ได้แล้ว เขาถึงได้บอกว่าให้ฟ้อง แล้วโนติสให้หน่อยช่วงนั้น เราดูเอกสารหลายอย่าง เรื่องสรรพากร บริษัทอาเธอร์ ทางเอ๋เป็นคนทำอีเมล์และขอจดทะเบียนออนไลน์ มีกรรมการสองคน แต่หลังจากนั้นมีเรื่องภาษีมาหาเขา เนื่องจากเวลาจ่ายเงินค่างวดงาน เขาเอาใบกำกับภาษีไปใช้ไม่ได้ ก็มีปัญหา กลายเป็นว่าบริษัทอาเธอร์ปิดแล้ว ก็เลยถึงไปตรวจสอบ ถึงรู้ว่าบริษัทถูกปิดไป ตอนนั้นพอถูกปิดไปปุ๊บเขาบอกว่าเขาไม่ได้เซ็น มันต้องมีการประชุม เราก็ทำหนังสือไปให้เขาไปยื่นที่กรมพัฒนาธุรกิจที่ภูเก็ต เพื่อให้ระงับการปิดบริษัท เนื่องจากบริษัทนี้ยังมีหนี้สินค้างชำระอยู่ ตลอดระยะเวลามีการตรวจสอบ พี่ไม่เคยส่งเรื่องแจ้งไปทางคุณบุ๋ม ปนัดดาเลย? ทนายกุ้ง : ไม่เคยค่ะ ไม่เคยถามค่ะ เพราะเรากำลังทำงานอยู่ รวบรวมอยู่หลายๆ อย่างด้วย แต่เห็นว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลแล้ว เราคุยกันในสำนักงานตลอด เพียงแต่ว่าอะไรที่เราไม่มั่นใจ หรือเราจะไปกล่าวหาเขา เราต้องคิดให้รอบคอบ หรือตรวจสอบก่อน หรือให้เป็นคดีความก่อน คุณเอ๋อยู่ภูเก็ตให้ส่งหนังสือไปยื่นให้ระงับการปิดบริษัท ตอนนี้ก็ยังรอ เนื่องจากอยู่ระหว่างดำเนินการ เรื่องก็ไม่ได้นาน เป็นเหตุการณ์ไม่นานเท่าไหร่ หลังจากนั้นเรื่องแตกออกมาแล้ว มันยังไง? ทนายกุ้ง : เรื่องนี้จริงๆ เราเงียบกันอยู่แล้ว แต่เริ่มจากเพจ CSI LA เชื่อว่าเราคงเห็นข้อมูลตัวเดียวกัน เงินที่ออกมาคือองค์กรทำดี ที่โอนมาในปี? ทนายกุ้ง : มันมีหลายปี ถ้าจำไม่ผิด ตั้งแต่ก.ค.ปี 68 เรื่อยมาถึง 31 ม.ค.69 เขาจดเป็นมูลนิธิเมื่อไหร่? ญาณาธิป : มี.ค. 65 ค่ะ เป็นมูลนิธิค่ะ คำว่ามูลนิธิที่เปิดขึ้นมา ถ้าบุ๋มดูอยู่ พี่จำเป็นต้องพูด จะเป็นบรรทัดฐานต่อไปสำหรับคนเปิดมูลนิธิ หรือมีการเรี่ยไรเงินแบบนี้เกิดขึ้นอีก มันต้องตรงไปตรงมา บุ๋มค่อยไปชี้แจงเอาเองแล้วกัน เขาเปิดปี 65 อนุมัติปี 65 คำถามคือปี 68-69 เขายังใช้บัญชีองค์กรทำดีได้มั้ย? ญาณาธิป : ไม่ได้แล้วค่ะ เข้าใจว่าอันนี้เป็นบัญชีส่วนตัว เมื่อคุณจดทะเบียนเป็นมูลนิธิแล้ว คุณมีสถานะเป็นนิติบุคคลตั้งแต่วันที่ 30 มี.ค. 65 มูลนิธิมีหน้าที่ต้องไปเปิดบัญชี ซึ่งทางนายทะเบียน เมื่อจดแล้ว ต้องไปดำเนินการ 1 2 3 4 อะไรบ้าง เช่นไปยื่นจดเลขเสียภาษีนิติบุคคล ฉะนั้นท่านเองยืนยันในฐานะเป็นกลุ่มงานมูลนิธิและเรี่ยไร เขาจดทะเบียน 30 มี.ค. 65 แต่ขณะเดียวกัน 68 69 ยังใช้บัญชีนี้อยู่ มีการโอน และมีการรับ ในหลักของมูลนิธิถือว่าผิดกฎหมายมั้ย? ญาณาธิป : โดยปกติในการรับบริจาคเงิน เราก็จะมีกฎหมายอีกตัวนึงคือกฎหมายเรี่ยไร พรบ.เรี่ยไร เอาง่ายๆ ไปขอเงินคนอื่นเขาเอามาทำอะไรก็ตาม ต้องขออนุญาตเรี่ยไรก่อน แยกประเด็นว่า หนึ่งขอหรือยัง สองเมื่อมีบัญชีแล้ว องค์กรทำดีบอกว่าฉันบริจาคให้มูลนิธิ ก็ต้องไปดูเส้นเงินอีกว่า มันใช่การบริจาคหรือเปล่า หลังบริจาคเอาไปดำเนินการตามวัตถุประสงค์หรือเปล่า ก็เป็นเส้นแบบนี้ องค์กรทำดี เป็นบัญชีที่เปิดขึ้นมาก่อน ก่อนมีมูลนิธิ ที่เขาอ้างแบบนั้น แล้วใช้บัญชีนี้มาตลอด จนจดทะเบียนเป็นมูลนิธิแล้วก็มีอีกบัญชี คือมูลนิธิองค์กรทำดี มันมีสองบัญชีนี้ ทีนี้การโอนเงินเข้าไป จำเป็นต้องใช้บัญชีมูลนิธิ เพราะคุณเรี่ยไรในนามมูลนิธิ แต่เมื่อไหร่ที่มีการเอาบัญชีองค์กรทำดีซึ่งไม่มีมูลนิธิมาเกี่ยวข้อง อันนั้นไม่ได้? ทนายแก้ว : ใช่ครับ มันทำให้บุคคลทั่วไปสับสน บอกเป็นมูลนิธิ แต่ให้โอนเข้าบัญชีส่วนตัว โดยเขียนว่าองค์กรทำดี ทีนี้ สิ่งที่แปลกใจอีกเรื่อง ทำไมองค์กรทำดีในปี 68 ถึงมีเงินโอนออกไปได้เยอะขนาดนั้น ทั้งที่มีมูลนิธิอยู่แล้ว อันนี้เป็นข้อสงสัยมั้ย และต้องตรวจสอบกันยังไง? ญาณาธิป : ต้องนำเรียนว่าเดิมมูลนิธิจดทะเบียนที่กรุงเทพฯ ปัจจุบันได้ย้ายไปจังหวัดปทุมธานี นายทะเบียนได้ลงนามวันที่ 17 ก.ย. 2569 อำนาจหน้าที่ของนายทะเบียนคือสามารถเรียกตรวจสอบเอกสาร หลักฐาน รวมถึงรายงานการประชุม ผลการดำเนินกิจกรรมทุกอย่าง ให้นายทะเบียนจังหวัดปทุมฯ ได้ตอนนี้กรมการปกครองกำลังดำเนินการแจ้งจังหวัดปทุมธานีค่ะ ทนายกุ้ง : ถามว่าทำไมมีเงินไหลเข้ามาเยอะ บางครั้งเงินเข้ามาก็ต้องเอาไปเบิกจ่าย ช่วงนั้นมีเหตุปะทะเขมร มีครั้งนึงเหตุน้ำท่วมหาดใหญ่ ต้องใช้เงินด่วน เขาอ้างแบบนี้ ถามเอ๋ว่าเคยถามมั้ยเงินก้อนไหนเอามาทำอะไร เขาบอกว่าบางครั้งเอามาใช้น้ำท่วมที่หาดใหญ่ ต้องเบิกเงินสด อีกอันต้องเอาไปใช้ช่วยเหลือเหตุปะทะเขมร ทำไมต้องโอนมาให้ทางเอ๋? ทนายกุ้ง : เหมือนกสิกรกับกสิกรนี่แหละ อภิชาตเขาเป็นไทยพาณิชย์ ถ้าเข้าต่างธนาคาร เขาอ้างว่าต้องใช้เวลาหลายวัน ต้องให้เข้าบัญชีเดียวกันถึงจะเบิกเงินได้เร็ว ที่ทางโอนเงินเขาอ้างแบบนี้ แล้วให้โอนเงินกลับไป โอนมาเพื่อเบิกไปซื้อของช่วยน้ำท่วมหาดใหญ่ บางส่วนเอาไปช่วยเหลือเหตุปะทะเขมร ที่สอบถามเอ๋เขาพูดแบบนั้น เขาบอกว่าคุณก๊อตให้โอน บางก้อนเขาอ้างแบบนั้น ว่าเอาไปช่วยเหลือคน ไม่เข้าใจ ทำไมไม่โอนสู่บริษัทโดยตรง? ทนายกุ้ง : นั่นแหละที่สงสัยค่ะ มันก็เป็นช่องว่างนะ? ทนายกุ้ง : แล้วเป็นเงินจำนวนเยอะ อย่างที่ทางมูลนิธิบอกมีระเบียบเบิกจ่ายด้วย ถ้าเงินมากกว่า 5 แสนต้องทำยังไงบ้าง ก็ผิดสังเกตตั้งแต่โอนเงินแล้วล่ะ ทนายแก้ว : เงื่อนไขมูลนิธิองค์กรทำดี ถ้าเกินกว่า 5 แสนต้องทำยังไง ญาณาธิป : ในกรณีเร่งด่วน ข้อบังคับมูลนิธิเขาเขียนไว้เองว่า กรณีเร่งด่วน เป็นดุลยพินิจของท่านประธานที่สามารถเบิกจ่ายได้มากกว่า 5 แสนบาท แต่เบิกจ่ายเสร็จแล้วคุณต้องแจ้งกรรมการ ในคราวต่อไป ในกรณีที่มีการประชุมของคณะกรรมการ ว่าที่สั่งจ่ายมากกว่า 5 แสน เหตุเร่งด่วนอะไรบ้าง เอาทั่วๆ ไป ถ้ากรรมการเป็นคนของตัวเอง แจ้งยังไงก็ได้ ไม่ต่างจากบริษัท? ทนายกุ้ง : แต่ว่ามีการเบิกจ่าย ต้องเซ็นเลขาด้วย เงื่อนไขต่อไป ประธานทำตัวเหมือนบริษัทได้มั้ย เงินยืมกรรมการ? ทนายกุ้ง : มูลนิธิไม่ใช่แฟมิลี่ ไม่ใช่ธุรกิจครอบครัวนะ (หัวเราะ) ทนายแก้ว : กรรมการประกอบด้วยคนภายในหรือเปล่า ถ้าเป็นคนภายใน ผมว่ากระบวนการอนุมัติ มันก็ง่ายกว่าเดิม สิ่งที่อยากรู้ กรณีเปิดเป็นมูลนิธิ มีบัญชีมูลนิธิแล้ว กฎหมายกำหนดให้ปิดบัญชีส่วนตัวมั้ย ญาณาธิป : ไม่มีค่ะ การปิดบัญชีส่วนตัวเป็นหลักในการตรวจสอบ เป็นหลักในความโปร่งใส ถ้าสมมติคนจะตั้งใจ ไม่ได้กล่าวร้ายว่าใครนะคะ ตั้งใจทำงานมูลนิธิ สาธารณกุศล เดิมมีบัญชีส่วนตัว เมื่อจัดตั้งเป็นมูลนิธิแล้ว มีสถานะเป็นนิติบุคคลแล้ว ก็ควรใช้บัญชีมูลนิธิเลย ประเด็นนี้ เป็นหลักสำคัญเหมือนกัน? ทนายกุ้ง : จริงๆ ถ้าคุณบุ๋มอ้างแบบนี้ เขาน่าจะมีเอกสารในมือ แต่เขาอ้างว่าเอกสารอยู่ที่คุณก๊อตทั้งหมดใช่มั้ยคะ ถ้าเป็นอย่างที่เขาพูด อย่างที่เอ๋บอกว่าเงินบริจาคเอาไปช่วยเหลือน้ำท่วม ช่วยเหลือชายแดน ก็น่าจะมีเอกสารอยู่ในมือ แต่นี่เหมือนเขาไม่มีอะไรเลยที่จะมาดีแคร์ได้ บุ๋มบอกทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในมือของก๊อตหมด? ทนายกุ้ง : ซึ่งจากเอกสารที่ดูแล้ว ในมูลนิธิไม่มีชื่อคุณก๊อตเป็นกรรมการ รองประธาน หรือเลขา หรือเหรัญญิกเลยนะ ไม่มีเลย เมื่อคืน ผมมีโอกาสได้คุยกับคุณบุ๋ม แต่คุยกันทางไลน์นะ ผมพิมพ์ไลน์ไป คุณบุ๋มบอกว่าวันนี้คุณก๊อตนัดเจอ เพื่อเอาเอกสารอะไรมาชี้แจงให้บุ๋มดู และจะไปคุยกันต่อหน้าทนาย เดี๋ยวต้องรอดูว่าเขาจะไปคุยกันยังไง นี่มุมนึงนะ แต่สุดท้ายต้องบอกว่า ณ วันนี้สิ่งที่บุ๋มกำลังบอกว่าทุกสิ่งทุกอย่างก๊อตเป็นคนจัดการหมด แล้วเธอเองถูกหลอกตามที่เธอพูดนะ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ก๊อตจะพูดไปเฉยๆ ไงว่าผมรับคนเดียว ผมทำคนเดียว เพราะกฎหมายว่าด้วยเรื่องเอกสาร มูลมันเกิดจากสิ่งเหล่านี้? ทนายแก้ว : รวมถึงการโอนผ่านโมบายแบงก์กิ้ง ต้องเป็นบุคคลที่เป็นเจ้าของบัญชีครับ ฉะนั้นถ้าจะบอกว่าก๊อตหลอก คุณต้องมีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่รู้ว่าเขาหลอกจริงๆ และหลอกยังไง หลอกถึงขั้นคุณองเป็นผู้เสียหายได้จริงหรือเปล่า แต่ถ้าเป็นคำพูดลอยๆ ว่าก๊อตหลอก? ทนายกุ้ง : ถ้าไม่ไปทำอะไรใดๆ เลย ไม่ไปดำเนินการ ไม่ไปแจ้งความ ไม่ใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย อันนี้ก็ความเชื่อถือมันไม่ได้มีแล้วนะ มันต้องไปใช้สิทธิ์ตัวเอง พูดว่าตัวเองเป็นเหยื่อๆ ต้องแอ็กติ้ง ต้องไปแจ้งความแล้วค่ะ สรรพากรเอง แอ็กชั่นเรื่องนี้แล้ว? ศุภชัย : จริงๆ มีการแอ็กชั่นตามปกติอยู่แล้วด้วย ในส่วนที่เป็นข่าวเราได้ติดตามมาเรื่อยๆ และแอ็กชั่นไปแล้วเรียบร้อยแล้วครับ ทางโน้นในมุมกฎหมาย เขาบอกเลยว่ามูลนิธิองค์กรทำดี มีโอกาสโดนปิดได้ ถ้ากระทำความผิดจริง บางครั้งเปิดมูลนิธิ ไม่ได้ใจบุญอย่างเดียวนะ บางครั้งท่านอาจได้หมายไปด้วย ไม่ได้พูดถึงมูลนิธิคุณบุ๋มที่เดียว ทุกที่ เงินมันหนัก เงินมันเยอะ หลายคนบอกเงินมันคม ในมือผมเป็นกฎระเบียบของผู้ที่เปิดมูลนิธิ เป็นข้อบังคับ มีข้อที่ 31 หมวดที่ 9 ประธานกรรมการมูลนิธิ หรือรองประธานกรรมการมูลนิธิ ในกรณีทำหน้าที่แทน มีอำนาจสั่งจ่ายเงินได้คราวละไม่เกิน 5 แสนบาทถ้วน ถ้าเกินกว่าจำนวนดังกล่าว ต้องได้รับอนุมัติจากกรรมการมูลนิธิโดยเสียงข้างมาก เว้นแต่กรณีจำเป็นและเร่งด่วน ให้อยู่ใต้ดุลยพินิจประธานกรรมการมูลนิธิที่จะอนุมัติให้จ่ายได้ และต้องรายงานการประชุมให้กรรมการทราบในคราวต่อไป แล้วก็ข้อ 35 การใช้จ่ายเงินตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิรวมทั้งค่าใช้จ่ายประจำสำนักงาน ให้จ่ายเพียงดอกผลอันเกิดจากทรัพย์สินอันเป็นคุณของมูลนิธิและเงินที่ผู้บริจาคมิได้แสดงเจตนาให้เป็นเงินสมทบทุนโดยเฉพาะ และรายได้อันเกิดจากการจัดกิจกรรมของมูลนิธิ หรือรายได้อื่นจากการดำเนินกิจกรรมตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ อ่านสองข้อนี้ เพราะว่าวงเงินที่ออกไป มันเกิน 5 แสน แต่ละครั้งเกิน 5 แสน 5.5 แสน 6.5 แสน 2 ล้าน 8 แสน 7.5 แสน 6.6 แสน หลายคนถามว่าทำไมถึงมีจุดทศนิยม เมื่อวานที่เทียบกันจะเห็นภาพอยู่อย่างนึงว่า มันเป็นเหมือนค่าใช้จ่ายที่เอาไปทำบ้าน ? ทนายแก้ว : ใช่ครับ เป็นการชำระค่างวด มันเลยมีจุดทศนิยม เพราะปกติแล้วถ้ามูลนิธิออกไปงานแต่ละงาน จุดทศนิยมไม่ค่อยมี ยกเว้นไปจ่ายโรงงาน ค่ากระสอบ ซื้อน้ำปลา ซึ่งมีค่าภาษีบวกไปด้วย แต่อันนี้ถ้าจะถามว่าเขาไม่ได้เป็นบัญชีมูลนิธิ เป็นบัญชีส่วนตัวจะใช้กฎนี้เขาได้เหรอ? ทนายแก้ว : ต้องเข้าใจว่ามูลนิธิเปิดตั้งแต่ปี 65 เมื่อปี 65 การทำธุรกรรม ต้องทำธุรกรรมตามข้อบังคับ กรณีประธานมูลนิธิไปเปิดโมบายแบงก์กิ้งแบบนี้ ได้เหรอครับ เพราะเงื่อนไขข้อบังคับบอกว่าต้องมีการสั่งจ่ายเป็นเอกสาร ใช่มั้ยครับ ญาณาธิป : ใช่ค่ะ ในข้อ 35 จะมีการลงนามสองคน มีประธานและผู้ทำการแทน เลขาหรือเหรัญญิก เราก็ต้องไปตรวจสอบว่าการสั่งจ่ายแต่ละครั้ง สั่งจ่ายตามข้อบังคับหรือไม่ ข้อบังคับว่า? ญาณาธิป : เวลาสั่งจ่ายต้องเซ็นสองคนค่ะ ทนายแก้ว : ห้ามมีการอนุมัติแบบคนเดียว แบบโมบายแบงก์กิ้ง เพราะข้อบังคับเขียนว่าการอนุมัติจ่ายเงิน ต้องอนุมัติสองคน แต่กรณีนี้ ประธานมูลนิธิอนุมัติผ่านบัญชีส่วนตัว แต่ถ้าเขาพิสูจน์ได้ว่าไม่เกี่ยวข้อง? ทนายกุ้ง : บัญชีนี้แปะลิงก์ในการรับบริจาคด้วย ที่เขาสัมภาษณ์มา เห็นอยู่ว่า เรื่องการธุรกรรมการเงิน เขาทำคนเดียวและทุกบัญชีด้วย ซึ่งอันนี้ก็ขัดกับระเบียบที่ท่านว่าเมื่อกี้ ทนายแก้ว : ต้องปิดบัญชีส่วนตัวเพื่อไม่ให้สับสน ทนายกุ้ง : เขาอ้างว่าเพื่อการจ่ายได้รวดเร็ว ได้มั้ยคะ ญาณาธิป : ก็จะขัดกับข้อบังคับมูลนิธิเอง ข้อ 35 เรื่องการสั่งจ่าย ทนายแก้ว : ถ้ามากกว่า 5 แสน ต้องเซ็นสองคน ทนายกุ้ง : แต่มีข้อนึงว่าเหรัญญิกสามารถถือเงินได้ไม่เกิน 2 แสน ใช่มั้ยคะ ญาณาธิป : มีค่ะ ข้อ 32 ข้อบังคับมูลนิธิกำหนดว่าเหรัญญิกสามารถเก็บเงินได้ไม่เกินครั้งละ 2 แสนบาท ใจความสำคัญของพวกมันเลย? ทนายกุ้ง : เรื่องราวเหมือนว่าคุณบุ๋มจะเป็นทุกตำแหน่งในองค์กร ในมูลนิธิ เป็นเหรัญญิก เป็นเลขา เป็นประธานด้วย ทำเองเบิกเอง ญาณาธิป : คุณบุ๋มในฐานะประธาน ก็ตั้งรองประธาน ตั้งเลขา ตั้งเหรัญญิกอยู่แล้ว ซึ่งหน้าที่พวกนี้เป็นหน้าที่เฉพาะอยู่ใสข้อบังคับ มีอยู่แล้วค่ะ ทนายกุ้ง : แต่ที่ฟังเหมือนคุณบุ๋มมีอำนาจแต่เพียงผู้เดียวในการเบิกถอนเงิน เบิกจ่ายเงิน สรรพากรบอกกับผมระหว่างเดินไปฉี่กับท่านมา ท่านยืนฉี่ข้างๆ ผม ยืนประกบกันเลย ผมถามว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลมั้ย ท่านบอกอื้ม มี หลายเรื่องที่ได้ยินได้ฟัง ตกใจมั้ย? ทนายกุ้ง : ตกใจค่ะ ในใจที่นั่งอยู่ตรงนี้ ก็ยังชื่นชม ชื่นชอบ และให้กำลังใจอยู่นะ แต่พอได้ยิน ได้อะไรตรงนี้ปุ๊บ ก็เฮ้ย ได้ฟังอะไรบางอย่างก็ห๊ะ จริงเหรอ สิ่งที่เขาพูดมา ตอนแรกเราก็ 50-50 ยังเชื่อว่าเขาเป็นเหยื่อ ถูกหลอกจริงๆ แต่พอฟังตรงนี้มันอาจไม่ใช่แล้วมั้ง บางเรื่องไม่สามารถเปิดเผยตรงนี้ได้ ? ทนายแก้ว : ในส่วนการเบิกจ่ายเงินออกจากมูลนิธิ จะต้องทำเป็นบัญชี ไม่ต้องมีการสั่งจ่ายเป็นเอกสารทุกครั้ง ถูกต้องมั้ยครับ ญาณาธิป : ถูกต้อง ทนายแก้ว : อนุมัติผ่านโมบายแบงก์กิ้ง ทำได้มั้ยครับ ญาณาธิป : ทำได้ถ้ามีข้อยกเว้น แต่กรณีนี้ไม่มีให้ทำแบบนั้นค่ะ ทนายแก้ว : หนึ่งเรื่องที่ผิด คืออนุมัติผิดวิธี ตามข้อบังคับ สองถ้าองค์กรไม่ได้กระทำตาม 2.1-2.5 ถือว่าผิดวัตถุประสงค์การเป็นมูลนิธิมั้ยครับ ญาณาธิป : เขาเรียกว่ามูลนิธิไม่ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ แต่ว่าจะมีข้อหลักนะคะ ถ้าฝ่ายมูลนิธิบอกว่าข้อใหญ่ฉันไม่ได้ทำ แต่ฉันทำข้อที่บอกว่าร่วมมือกับองค์กรสาธารณกุศล แต่ทางมูลนิธิก็ต้องชี้แจงให้ได้ว่าการทำสาธารณกุศลของคุณทำอะไรบ้าง ทนายแก้ว : แต่จะโอนเงินให้นายอภิชาต ถือเป็นค่าก่อสร้างพูลวิลล่า หรือโอนดกลับไปแบบนี้ไม่ได้ใช่มั้ยครับ ญาณาธิป : ถ้าตามข้อเท็จจริง ไม่ได้ค่ะ สรรพากร จริงๆ ในมุมระบบสรรพากร กับมูลนิธิ เอาทั่วๆ ไปก่อน กฎระเบียบอยู่คู่กันยังไง? ศุภชัย : สมมติในวงกลมวงรีที่เป็นรูปไข่ เป็นมูลนิธิที่จดทะเบียนทั้งหมด จะมีอยู่สองแบบ คือมูลนิธิที่ได้รับการประกาศเป็นองค์การสาธารณกุศล จะได้รับการยกเว้น ไม่ต้องเสียภาษีเลย คือมูลนิธินั้นไม่เป็นหน่วยภาษีที่ต้องเสียภาษีรายได้นิติบุคคลเลย มูลนิธิที่แต่งตัวแล้วขอให้รัฐมนตรีกระทรวงการคลังประกาศเป็นองค์กรสาธารณกุศล ต้องได้รับการประกาศครับ จะได้รับการยกเว้น ไม่ต้องเสียภาษี ทีนี้ถ้ามูลนิธิไหนไม่ได้รับการประกาศเป็นสาธารณกุศล มูลนิธินั้นจะอยู่ในเกณฑ์ต้องเสียภาษี เช่นมูลนิธิองค์กรทำดีซึ่งตอนนี้ได้ยื่นเสียภาษีอยู่ จะมีรูปแบบการเสียภาษีในส่วนมูลนิธิ เขาเรียกว่าเก็บในส่วนรายได้นิติบุคคล แต่มีวิธีการที่แตกต่างจากการเก็บภาษีบริษัท ห้างร้านทั่วไป เพราะตรงนั้นเสียจากกำไรสุทธิ แต่ถ้าเป็นมูลนิธิที่ต้องเสียภาษี จะเสียจากตัวรายรับ หรือรายได้ ก่อนหักรายจ่าย คือฐานภาษีแตกต่างกัน ทนายกุ้ง : คือเงินทุกบาททุกสตางค์ที่บริจาคเข้ามา ต้องเสียภาษีหมด ศุภชัย : เสียจากรายรับก่อน แต่รายรับตัวไหนจะเสียภาษีบ้าง และได้รับการยกเว้นบ้าง พื้นที่สีแดง จะมีกฎหมายยกเว้นตัวรายรับมูลนิธิว่าไม่ต้องเสียภาษี คือเงินค่าลงทะเบียน หรือค่าบำรุงที่ได้จากสมาชิก เงินหรือทรัพย์สินที่ได้จากการบริจาค หรือการให้โดยเสน่หา ตรงนี้ได้รับยกเว้น ไม่ต้องเสียภาษี สีเขียวกับสีเหลืองเอาง่ายๆ เลย ในการเสียภาษี วันนี้มีอยู่ 2 อัตราที่ต้องเสีย คืออัตราร้อยละ 2 กับร้อยละ 10 ของรายรับ ในภาพสีเหลืองเป็นรายได้จากการขายสินค้า ให้บริการ และรายได้อื่นๆ ที่ไม่อยู่ในประเภทเงินได้ 1-7 ในทางภาษี สมมติมูลนิธิมีรายได้จากการบริการ เอาทั้งก้อนในรอบบัญชีนั้นมาเสียภาษีร้อยละ 2 ที่เหลือสีเขียวคือรายได้อื่นๆ ของมูลนิธิที่ไม่ได้รับการยกเว้นตามสีแดง ไม่ต้องเสียภาษีตามสีเหลือง ก็จะเสียภาษีในประเภทเงินได้อื่น คือร้อยละ 10 จากตัวรายรับ เช่น ดอกเบี้ย ค่าเช่า เงินปันผล ฯลฯ มูลนิธิองค์กรทำดีอยู่ในประเภทไหน? ศุภชัย : เดี๋ยวอาจต้องตกใจ เซอร์ไพรส์กับตรงนี้ วันนี้ถ้าเราเข้าใจจากภาพที่ได้เรียนไปเมื่อสักครู่ จะเห็นว่าจากการตรวจสอบ มูลนิธิองค์กรทำดี ไม่ได้ขออนุมัติจากรัฐมนตรีให้ประกาศเป็นองค์การสาธารณกุศลครับ พูดข้ามไปนิดนึง ผลแตกต่างระหว่างมูลนิธิที่ได้รับการประกาศกับที่ไม่ได้รับการประกาศนั้น ผลที่ต่างกันในฝั่งผู้บริจาค ต่างกันอย่างไร คนที่บริจาคให้มูลนิธิที่ได้รับการประกาศเป็นองค์การสาธารณกุศลไปแล้ว สามารถเอาเงินบริจาคนั้นมาหักลดหย่อนทางภาษีได้ แต่ถ้าเป็นการบริจาคให้มูลนิธิที่ไม่ได้รับการประกาศเป็นองค์การสาธารณกุศล จะไม่สามารถเอามาหักลดหย่อนในการคำนวณภาษีได้ครับ เพราะฉะนั้นมูลนิธิองค์กรทำดียังไม่ได้ประกาศ คนที่โอนเงินไปแล้วคิดว่าจะสามารถหักภาษีได้ ไม่ได้นะ เขาไม่ใช่ององค์กรที่มีการประกาศเป็นองค์กรสาธารณกุศล แต่ถ้าเป็นเพื่อนพึ่ง (ภา) ยามยาก? ศุภชัย : อย่างนี้ได้รับการประกาศ เราสามารถเช็กข้อมูลบนเว็บไซต์สรรพากรได้ แต่มีข้อสังเกตว่าในหลักเกณฑ์ที่เราจะดูได้เบื้องต้นว่าเราบริจาคแล้วจะหักลดหย่อนภาษีได้หรือไม่ ตัวมูลนิธิที่ออกหลักฐานให้กับเราเขาต้องระบุว่าเขาได้รับการประกาศเป็นองค์การสาธารณกุศล ในลำดับที่เท่าไหร่ของการประกาศ เข้าใจผิดกันมาตลอด ว่าเขาเปิดมูลนิธิ เราโอนเงินผ่านมูลนิธิไปเลย เดี๋ยวไปหักลบภาษีได้? ศุภชัย : ส่วนใหญ่ทุกมูลนิธิจะออกเป็นใบอนุโมทนาบัตร ซึ่งใช้ไม่ได้ ต้องแยก มูลนิธิเหล่านี้จำเป็นต้องบอกคนที่บริจาคด้วยนะ ว่าคุณบริจาคกับเรา หักภาษีไม่ได้นะ เราไม่ใช่องค์กรสาธารณกุศล? ศุภชัย : เราสามารถทำได้สองทาง ทางนึงคือเราต้องแจ้งในหลักฐานที่ออกให้กับผู้บริจาค ว่าเขาได้รับการประกาศในลำดับที่เท่าไหร่ ขณะเดียวกันวันนี้เองผู้บริจาคก็สามารถตรวจสอบบนเว็บไซต์สรรพากรได้ ว่าเขาได้รับการประกาศเป็นสาธารณกุศลแล้วหรือยัง ปี 69 ปัจจุบันเราใช้ช่องทางอีโดเนชั่นเท่านั้นในเรื่องบริจาค ถ้าบริจาคผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็อัตโนมัติเลยครับ ท่านเองมีการตั้งเรื่องตรวจสอบหรือยัง? ศุภชัย : ตอนนี้ได้ตรวจสอบกับหน่วยงานที่ดูแลมูลนิธิ มูลนิธิขึ้นกับพื้นที่ไหน สรรพากรท้องที่ได้ลงไปตรวจสอบเรื่องการเสียภาษีของมูลนิธิเรียบร้อยแล้วครับ แล้วมูลนิธิตามวัดที่เขาตั้ง อย่างพระอลงกต อย่างนั้นเขาประกาศมั้ย? ศุภชัย : ต้องเอาชื่อไปคีย์ว่าชื่ออะไรยังไงครับ มูลนิธิที่ได้รับการประกาศแล้ว ก็ต้องดีแคร์บางอย่างกับกรมสรรพากรอยู่นะครับ ซึ่งกรมสรรพากรอาจเพิกถอนการเป็นมูลนิธิที่ได้รับการประกาศเป็นสาธารณกุศลได้ด้วย ไม่ได้ถอนมูลนิธินะครับ หมายถึงเพิกถอนความเป็นสาธารณกุศลได้ ถ้าทำผิดวัตถุประสงค์หรือไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ผลคือเมื่อเพิกถอนแล้วก็กลับมาเป็นมูลนิธิปกติ กลับมามีหน้าที่เสียภาษีอย่างที่บอกเมื่อครู่ครับ ตรวจสอบโดยอัตโนมัติ หรือตรวจสอบทุกปีอยู่แล้ว? ศุภชัย : การตรวจสอบของสรรพากร ก็มีหลายมิติที่จะไปดูครับ แต่เคสมูลนิธิองค์กรทำดี ต้องเรียนว่าเนื่องจากเป็นข่าวและเป็นความสนใจทางพื้นที่ได้มีการขอข้อมูลทำการตรวจสอบเบื้องต้นแล้วครับ จริงๆ เรามีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาของเราอยู่ครับ ทนายกุ้ง : การเสียภาษี บางทีมีหลายบัญชี เราตรวจสอบทั้งหมดเลยมั้ยคะ ศุภชัย : โดยปกติดูแล้วเชื่อมโยงทั้งหมดครับ ผลกระทบและเกิดภาระภาษีกับใครตรงจุดไหนบ้าง เราสามารถใช้อำนาจประเมินได้ ทนายกุ้ง : สามารถเช็กได้ทุกบาททุกสตางค์ที่เข้ามา ศุภชัย : เรามีข้อมูลภายในและภายนอก ข้อมูลที่มีการเชื่อมโยง อะไรที่จะเจอความผิดในมุมสรรพากร? ศุภชัย : เราเห็นว่ามีความผิดปกติในการเสียภาษีไม่ครบ หรือถ้าไม่เสียภาษีเลย แต่เราเห็นแหล่งเงินได้ที่เขาต้องเสียภาษี อันนี้ชัดเจนนะครับ แต่ถ้าดูแล้วมีการยื่นภาษีเข้ามา สรรพากรจะมีเซ้นส์บางอย่าง ดูแล้วจะรู้ได้เลย อย่างเคสที่เห็น มีการกระทบยอด โอนไปประมาณ 50 กว่าล้าน? ทนายกุ้ง : อาจมากกว่านี้ เพราะมีโปรเจกต์ที่กรุงเทพฯ ด้วย ที่บอกว่ามีการสร้าง มีการโอนเงิน แล้วโอนกลับไปด้วย ศุภชัย : เบื้องต้นเราสามารถหยิบทุกอย่างที่เป็นข้อมูลแวดล้อมทั้งหมดครับ ดีดลูกคิดได้เลยครับ สมมติที่เห็นชัดๆ ปี 68 ตัวเลข 5.5 แสน เราดีดลูกคิดย้อนกลับไปได้เลยเหรอ? ศุภชัย : หยิบมาวิเคราะห์ได้ครับ แล้วดูว่ารายรับตรงนั้นจะอยูรอบบัญชีไหน แล้วรอบบัญชีนั้นเมื่อคำนวณทั้งหมดแล้ว สุทธิแล้ว เขาเสียภาษีเท่าไหร่ ถูกต้องหรือไม่ ก็ใช้อำนาจตามกฎหมายในการประเมินเรียกเก็บ นอกจากตัวภาษีแล้ว อาจมีโทษเรื่องเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ ถ้ายื่นไปแล้วไม่ตรงกับรายได้ หรือไม่ตรงกับตัวเลขที่เราได้เห็น ที่แยกมาแบบนี้ ความผิดเกิดมั้ย? ศุภชัย : ความผิดเกิดครับ ต้องรับผิดในตัวภาษีที่ชำระขาด สมมติชำระภาษีขาด 100 บาท ต้องรับผิดแล้ว สองอาจมีโทษทางแพ่ง เราเรียกว่าเบี้ยปรับ อาจเป็น 1 หรือ 2 เท่าของภาษีก็แล้วแต่ นอกจากนี้มีเรื่องเงินเพิ่ม คิดได้ไม่เกินภาษีที่ต้องรับผิด ถ้ามองเร็วๆ ภาษีหนึ่งเท่า เบี้ยปรับหนึ่งเท่าหรือสองเท่า รวมเป็นสามแล้วนะ เงินเพิ่มอีกสูงสุดคือเท่าตัวภาษีหนึ่งเท่า จาก 100 อาจเป็น 400 ทนายกุ้ง : แต่มีเงินที่ยกเว้นคือเงินรับบริจาคใช่มั้ยคะ ศุภชัย : หลักการเขียนไว้ตามกฎหมายอยู่แล้ว เงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับจากการให้โดยเสน่หาหรือบริจาค ในฝั่งมิติตัวมูลนิธินั้น อาจมีข้อกฎหมายเรื่องการยกเว้น แต่อย่างไรก็ดี เราสามารถไปตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ว่าแล้วเงินตรงนั้นไปไหน ถ้าไปเข้ากับใคร ประเด็นที่ต้องดูต่อคือแล้วเป็นเงินได้ของคนนั้นต้องมาชี้แจงอีกที ตรงวัตถุประสงค์หรือไม่อาจไปดูอีกพาร์ทนึง แต่พาร์ทเราคือดูว่าสุดท้ายแล้วเขาเสียภาษีไว้ถูกหรือเปล่า ถ้าตรวจสอบเจอว่ายื่นไม่ตรง สรรพากรทำยังไง? ศุภชัย : ประเมินเรียกเก็บย้อนหลังได้ อีกพาร์ทที่น่าสนใจ คือพฤติการณ์ที่ทำตรงนั้น ถ้ามีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี จะมีโทษทางอาญาด้วย ถ้าเป็นความผิดฐานเจตนาหลีกเลี่ยงนะครับ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2 พันบาทถึง 2 แสนบาท นี่คือโทษในทางอาญา ถามแบบชาวบ้าน แบบคนโง่เลย กรณีที่ท่านเห็นเมื่อสักครู่ ถ้าองค์กรทำดี มีการโอนเงินบริจาคไปสร้างบ้าน แล้วหลีกเลี่ยงเรื่องภาษี เข้าอาญามั้ย? ศุภชัย : ถ้าดูจากตรงนี้ ถ้าบอกว่าด้วยพฤติการณ์ตรงนี้ ต้องดูว่าสุดท้ายต้องเอาเรื่องภาษีมาด้วย ว่าท้ายที่สุดส่งผลกระทบกับตัวภาษี ถ้าเขาเจตนาหลีกเลี่ยงให้เสียภาษีน้อยลงหรือไม่มีรายได้ ก็เจตนา ก็เข้า เราก็ไปพิจารณาเรื่องนี้ด้วยครับ สรรพากรเองส่งเรื่องให้หน่วยงานอื่นๆ ตรวจสอบมั้ย? ศุภชัย : ส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนดำเนินการปกติ คือร้องทุกข์ ถ้าผลลัพธ์มองพฤติการณ์โดยองค์รวมมีเจตนาในทางอาญา ก็ส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวน บางครั้งสรรพากรมองว่าไปต่อที่ไหน ต่อที่ใคร คนนั้นเสียภาษีถูกต้องหรือไม่ เราสามารถไปต่อได้เรื่อยๆ ทนายกุ้ง : ต่อนายอภิชาต นายอธิป เส้นทางเงิน ศุภชัย : ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ เป็นรายได้พึงประเมินของเขา ซึ่งถ้าเป็นบุคคลธรรมดา อัตราภาษีวิ่งสูงถึง 35 เปอร์เซ็นต์ครับ ทนายกุ้ง : ถึงขั้นล้มละลายเลยนะคะ (หัวเราะ) คนสุดท้ายที่รับเงิน ทนายแก้ว : แต่ตัวช่างเอ๋ก็ต้องดีแคร์ว่าได้เอาเงินไปให้นายอธิป แล้วตัวเองได้รายได้มาอย่างไร ศุภชัย : ทุกคนต้องเข้ามาพิสูจน์ครับ เมื่อเกิดกระบวนการตรวจสอบและเกี่ยวข้องกับใครบ้าง เราก็จะเชิญมาพบ เขาสามารถดีแคร์ได้ เกิดเป็นคนไทยสนุกจริงโว้ย มีแต่เรื่องอะไรไม่รู้ทุกวี่ทุกวันจริงๆ? ทนายกุ้ง : แล้วเราคาดไม่ถึง ทนายแก้ว : ผมก็เข้าใจว่ามูลนิธิพี่บุ๋มจะหักภาษีได้ เข้าใจว่าขึ้นทะเบียนเป็นสาธารณกุศล คิดว่าผู้บริจาคเอามาเคลมภาษีได้จริงๆ ทนายกุ้ง : เขาได้ใบอนุโมทนามา ก็เข้าใจว่าใช้ได้ ศุภชัย : ต้องเป็นองค์การสาธารณกุศล ที่ได้รับการประกาศจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งปัจจุบันประกาศไปเยอะแล้วนะ เป็นพันกว่า ความผิดมีกฎหมายเฉพาะ โทษแรงสุดคือทางไหน “ว่าที่ร้อยตรีอภิณห์พันธุ์ ขันธหิรัญ” หัวหน้ากลุ่มงานมาตรฐานและระเบียบกฎหมาย กรณีมูลนิธิองค์กรทำดี ท่านมองยังไง? อภิณห์พันธุ์ : ตัวมูลนิธิเมื่อจดทะเบียนแล้ว จะมีสถานะเป็นนิติบุคคล แยกต่างหากจากบุคคลธรรมดา ทีนี้กรรมการมูลนิธิมีหน้าที่ต้องมาบริหารทรัพย์สินของมูลนิธิให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ แล้วก็ไม่ทำให้มูลนิธิเสียหาย ไม่ดำเนินกิจการขัดต่อข้อบังคับของมูลนิธิและดำเนินการตามวัตถุประสงค์ ถ้าตรวจสอบแล้วพบเหตุดังกล่าว จะเป็นเหตุในการเพิกถอนกรรมการหรือคณะกรรมการมูลนิธิ ซึ่งปัจจุบันกรมการปกครองได้ประสานเบื้องต้นกับทางจังหวัดปทุมธานีแล้วครับ เนื่องจากสำนักงานใหญ่มูลนิธิตั้งอยู่ในจังหวัดปทุมธานี แล้วถ้าการตรวจสอบพบว่าตัวมูลนิธิมีการกระทำที่ขัดกฎหมายหรือขัดต่อศีลธรรมอันดี หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน อันนี้ถึงจะเป็นเหตุเพิกถอนมูลนิธิต่อไป แต่ว่าเหตุในการเพิกถอนกรรมการและมูลนิธิ ต้องให้นายทะเบียนพนักงานอัยการ หรือผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำร้องต่อศาล แล้วเป็นดุลยพินิจของศาลพิจารณาอีกทีครับ ทนายแก้ว : กรณีมูลนิธิทำผิดวัตถุประสงค์ ต้องมีการเพิกถอนหรือปิดมูลนิธิหรือเปล่า อภิณห์พันธุ์ : โดยหลักแล้วจะเป็นเหตุในการเพิกถอนกรรมการ แต่เหตุเลิกมูลนิธิจริงๆ ต้องเข้มข้นถึงขั้นกระทำการขัดต่อกฎหมาย หรือศีลธรรมอันดี ซึ่งมันก็เกิดจากการตรวจสอบนายทะเบียนของมูลนิธิ ต้องตรวจสอบร่วมกับเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตร. พนักงานสอบสวนในพื้นที่ว่ากระทำผิดอาญาหรือไม่ หรือกระทำผิดตามกฎหมายสรรพากรหรือไม่ แล้วเราเอาเหตุพวกนี้มาประมวล แล้วรวบรวมเสนอยื่นคำร้องต่อศาลต่อไปครับ ตอนนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบร่วมกันครับ ทนายแก้ว : คาดว่าจะใช้เวลานานแค่ไหน อภิณห์พันธุ์ : ปกติก็ใช้เวลาไม่นาน แต่ขึ้นอยู่กับการประสานงานกับหน่วยที่เกี่ยวข้องด้วยครับ อย่างความผิดทางอาญาที่เกิดขึ้น ต้องมีทั้งตร. ร่วมตรวจสอบด้วย หรือสรรพากรต้องมีข้อมูลว่ามีการกระทำความผิดตามกฎหมายใดหรือไม่ นายทะเบียนเองก็มีอำนาจเรียกมูลนิธิหรือกรรมการชี้แจง ส่งเอกสารหลักฐานสมุดบัญชี เอกสารต่างๆ มาให้นายทะเบียนตรวจสอบด้วยได้ครับ ทำไมปัจจุบัน มูลนิธิหลายๆ มูลนิธิ พอมีประเด็นทีไร มันย้ายเขต ย้ายที่ วันนี้อยู่กรุงเทพฯ วันดีคืนดีตรวจสอบ ย้ายไปอยู่อีกจังหวัด เขาทำเพื่ออะไร ย้ายไปหาพรรคพวกหรือเปล่า? ญาณาธิป : เบื้องต้นอาจเป็นจังหวะ การย้ายที่ตั้งสำนักงานใหญ่เขาเรียกการแก้ไขข้อบังคับ อย่างเป็นเคสมูลนิธิองค์กรทำดี ในข้อบังคับบอกว่าการจะแก้ไขย้ายต้องมีการประชุมคณะกรรมการ แล้วสถานที่จะรองรับการเป็นสำนักงานใหญ่ของมูลนิธิได้ เคสนี้เอกสารเราแจ้งว่าที่ปทุมฯ มีการตั้งสำนักงานใหญ่ เขาเลยขอย้ายไปที่โน่น เท่านี้เอง องค์กรทำดีนายทะเบียนเพิ่งลงนามเดือนก.ย. จากบางเขนไปอยู่ที่ปทุมธานี แต่บางมูลนิธิย้ายจังหวัดไปเลย มันหนีได้มั้ย? ญาณาธิป : หนีไม่ได้ค่ะ นายทะเบียนตรวจสอบได้เหมือนกัน ใช้มาตรฐานเดียวกันในการตรวจสอบ ทนายแก้ว : เป็นไปได้มั้ย ถ้าอยู่ส่วนกลางการตรวจสอบจะเข้มข้นกว่าอยู่ต่างจังหวัด ญาณาธิป : (หัวเราะ) ผมเชื่ออย่างนึงว้าถ้าคนมีชนักติดหลังอาจคิดแบบนั้นได้ ว่าย้ายไปหาพรรคพวกดีกว่า เดี๋ยวเคลียร์ได้ แต่ถ้าเป็นมูลนิธิดัง หลีกเลี่ยงไม่ได้ ท่านยิ้มเหมือนมีอะไรในใจ? ญาณาธิป : (หัวเราะ) ทนายแก้ว : กรณีได้เข้าไปตรวจสอบบัญชีองค์กรทำดีโดยนางสาวปนัดดา ความเคลื่อนไหวเป็นยังไงตอนนี้ ญาณาธิป : ขออนุญาตนำเรียนว่าหน้าที่ทุกมูลนิธิ กฎหมายบอกว่าทุกสิ้นเดือนมี.ค.ของทุกปี มูลนิธิต้องส่งรายงานมาที่นายทะเบียนนะ มีงบดุล มีรายงานการประชุม ทุกฉบับ เพราะเราจะดูเรื่องการดำเนินกิจการของมูลนิธิ รวมทั้งทุกอย่างของมูลนิธิต้องรายงาน เบื้องต้นที่เราตรวจสอบคือองค์กรทำดี ไม่ได้รายงานนายทะเบียนเรามา ไม่ปรากฏเอกสาร หลักฐานการส่งรายงานผลการดำเนินกิจการให้นายทะเบียนทราบ รวมถึงงบดุลด้วย แต่ในทางภาษี มูลนิธิยื่นเสียภาษี มูลนิธิต้องแจงนายทะเบียนว่าปีนี้ทำอะไรไปบ้าง ใช้เงินไปเท่าไหร่ แต่เราตรวจสอบแล้ว มูลนิธิไม่ได้แจ้งเรามา เราถึงไม่ทราบว่ามูลนิธิไปดำเนินการอะไรบ้าง เชื่อว่ามูลนิธิคงไม่แจ้งบัญชีส่วนตัวมาแน่นอน เพราะเขาต้องแจงแค่บัญชีมูลนิธิแค่นั้น ส่วนบัญชีบุคคล ส่วนใหญ่เขาไม่แจงอยู่แล้ว ทนายแก้ว : เมื่อวานเขาประกาศว่าบัญชีส่วนตัวองค์กรทำดี เป็นส่วนนึงของมูลนิธิ แบบนี้ได้เหรอครับ ญาณาธิป : อันนี้อาจต้องเป็นเอกสารที่นายทะเบียนต้องตรวจสอบ และเขาต้องชี้แจงให้ได้ว่า มีที่มาที่ไปยังไง อย่างที่ได้ติดตามข่าว ไม่แน่ใจ อ้างว่าที่ประชุมคณะกรรมการมีมติให้ใช้บัญชีนั้น อันนี้เป็นหน้าที่มูลนิธิต้องชี้แจงข้อเท็จจริงให้ได้ว่าใช่หรือไม่ใช่ แล้วเมื่อเข้าองค์กรทำดี ทำบัญชีนั้นแล้วโอนไปดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ เดี๋ยวก็จะมีเหตุตามมาว่าเหตุใดไปก่อสร้างในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เรื่องนี้ต้องตาม 2 เรื่อง หนึ่งเงินในมูลนิธิมีอยู่เท่าไหร่ สองใครคือผู้รับเหมาที่ปทุมฯ ตอนนี้ถามใครก็ไม่มีใครตอบได้ เมื่อคืนถามทนายเปิ้ล ว่าใคร เปิ้ลบอกเปิ้ลไม่รู้? ทนายกุ้ง : ปกติรับเหมาต้องมีสัญญาว่าจ้าง ประธานต้องมีตรวจสอบเซ็นสัญญาว่าจ้างกับบริษัทไหน ทนายต้องเช็กตรวจสอบก่อนประธานมูลนิธิเซ็น เอ๋ไม่ทราบเพราะเอ๋ไม่ได้เซ็น เอ๋มีใบเสนอราคามาก็จริง แต่ไม่ได้ไปสร้างมูลนิธิที่ปทุมธานี ซึ่งตอนแรก ที่คุณบุ๋มให้สัมภาษณ์ว่าไม่ทราบเรื่องพูลวิลล่า โอนเงินให้ช่างเอ๋ไปสร้างมูลนิธิที่ปทุมธานี เรารู้แล้วว่ามันไม่ตรง มันไม่ใช่ เขาอ้างให้ช่างเอ๋โดนกลับเพื่อให้คณะกรรมการอนุมัติก่อน ซึ่งเงินออกมาแล้วตอนนั้น ที่มีการโอนกลับไป แล้วมีหลายประเด็น ตอนแรกเงียบเพราะอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานดำเนินคดีก่อนด้วยถึงค่อยออกมา แต่เรื่องมันกรุเข้ามาเยอะแล้ว ทั้ง CSI LA เปิดมา คุณบุ๋ม แถลงข่าวเอง ออยศรีก็เปิดเรื่องมา บัญชีรับบริจาคเองด้วย แล้วคุณบุ๋มแถลงข่าวไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่เรามีหลักฐานอยู่ ถึงได้ออกมาให้หลักฐานทางออยศรีไปก่อน ตอนแรกออยศรีไม่มีหลักฐาน ออยศรีไปงานวันเกิดพี่เดชา ฝั่งเอ๋มาพอดี เลยได้คุยกัน? ทนายกุ้ง : ใช่ ตอนแรกจะเก็บไว้ก่อนด้วยว่าจะให้หรือไม่ให้ แต่ไหนๆ ก็มาตรงนี้แล้ว วันนั้นมีหลายคลิปที่ไม่ถูกต้อง ไม่ตรง เลยตัดสินใจให้ออกมาเจอ พอคุณบุ๋มพูดไม่ตรงข้อเท็จจริง เอ๋ก็เลยกังวลใจ? ทนายกุ้ง : ใช่ เราถามเลยอันนี้ใช่มั้ยๆ เขาบอกไม่ใช่ มันไม่ถูกต้อง เราก็นั่งดูเอกสาร มันก็ต้องดีแคร์กลับไปว่ามันไม่ถูกต้องตามที่เขาสัมภาษณ์มา ทนายแก้ว : ผลประกอบการของมูลนิธิต้องมีการรายงานทุกเดือนมี.ค.ของทุกปี ในปี 67 มูลนิธิรายงานมั้ย ญาณาธิป : ตรวจสอบเบื้องต้นไม่มีรายงานมาค่ะ ทนายแก้ว : จากข้อมูล องค์กรทำดีไม่ได้แจ้งตั้งแต่ปีไหน ญาณาธิป : เบื้องต้นเราตรวจสอบสองปีค่ะ ปี 67 และปี 68 ทนายแก้ว : แบบนี้มีความผิดมั้ยครับ ญาณาธิป : กฎหมายตัวที่ให้รายงาน เขาเรียกว่ากฎกระทรวง กฎกระทรวงไม่ได้มีโทษ แต่ว่านายทะเบียนก็มีอำนาจในการแจ้งให้มูลนิธิรายงาน แต่ถ้ามูลนิธิฝ่าฝืนคำสั่งนายทะเบียน อันนี้มีโทษค่ะ ต่อสายหาผู้รับเหมามูลนิธิองค์กรทำดีที่ปทุมฯ เงินที่มีการทำสัญญา พี่ทำกับมูลนิธิหรือใคร? ผู้รับเหมา : ทำกับคุณอธิปครับ ทางมูลนิธิตอนนั้นคุณบุ๋มไม่อยู่เขายุ่งกับการลงพื้นที่ ไม่สะดวกเขาเลยให้ทำสัญญากับทางคุณอธิปครับ เวลาจ่าย เขาจ่ายยังไง? ผู้รับเหมา : ตามงวดงานครับ มีอยู่ 4 งวด งานตรงนั้นอยู่ประมาณ 3.6 ล้านครับ อาคาร 1 เป็นข้าวแกงนางงาม รับแค่จุดเดียวครับ แล้วมีงานที่ผู้รับเหมาเขาทิ้งไป แล้วเขาขอให้ไปช่วย พวกผนังกันดิน ค่าแรงเล็กๆ น้อยๆ ตรงนั้นครับ เขาโอนเงินจากไหนมาหาพี่? ผู้รับเหมา : มีทั้งของมูลนิธิ และคุณ… ต้องเช็กครับ เขาโอนจากมูลนิธิองค์กรทำดี หรือโอนจากองค์กรทำดีโดยปนัดดา ไม่มีมูลนิธิ? ผู้รับเหมา : อันนี้ต้องไปดู เป็นรายละเอียดการเอาเงินเข้าบัญชี ไม่ได้เป็นสลิปอะไรครับ พี่เองทำแค่จุดเดียว แสดงว่าที่ศาลเจ้าเป็นอีกเจ้า? ผู้รับเหมา : ใช่ครับ ตรงนั้นมีกี่เจ้า? ผู้รับเหมา : ไม่ทราบเลยครับ บางส่วนเป็นคนงานที่ผู้รับเหมาหลักเขาหนีไปครั้งแรก คุณก๊อตก็ว่าจ้างเป็นรายวันของเขาไปทำงานเอง เท่าที่ทราบครับ ตอนนี้กำลังตามอยู่ว่าตกลงเขาสร้างสองที่พร้อมๆ กัน หนึ่งที่ภูเก็ต เป็นพูลวิลล่า กับอีกอันคือพี่ทำ คือที่ปทุมฯ คลอง 8 แต่พี่ทำแค่ในส่วนร้านข้าวแกง? ผู้รับเหมา : ใช่ครับ เป็นโครงสร้างครับ ส่วนจุดอื่นๆ มีเจ้าอื่นรับไว้ แต่เรากำลังดูอยู่ว่าตกลงเงินที่โอนหาพี่ เป็นโอนจากมูลนิธิหรือโอนจากองค์กรทำดีโดยบุ๋มปนัดดา? ผู้รับเหมา : ต้องให้ทางบริษัทลองดูก่อนครับ ว่ามีเงินเข้ามาจากตรงไหนบ้าง แต่ยืนยันว่าเป็นจากมูลนิธิใช่มั้ย? ผู้รับเหมา : ตรงสลิปเขาเขียนว่าเป็นปนัดดา ทนายแก้ว : ได้เงินครบถ้วนทั้ง 4 งวดหรือยัง ผู้รับเหมา : เรียบร้อยครับ ทนายกุ้ง : สลิปเงินสด ฝากเคาน์เตอร์ ผู้รับเหมา : ใช่ครับ ทนายแก้ว : ในคดีอาญา ความผิดที่เกี่ยวข้องกับการทำผิดวัตถุประสงค์ ผิดประเภท กระทำการยักยอก ต้องทำยังไงต่อไป ญาณาธิป : เขาเรียกว่าเป็นเหตุ มูลนิธิดำเนินการผิดกฎหมาย เป็นเหตุให้นายทะเบียนรวบรวมเอกสารเพื่อขอให้ท่านพนักงานอัยการยื่นขอให้ศาลมีคำสั่งเลิกมูลนิธิ ทนายกุ้ง : ถ้าเงินถอนจากมูลนิธิ ไปฝากเคาน์เตอร์ ก็ผิดใช่มั้ย ญาณาธิป : มูลนิธิก็ต้องชี้แจงให้ได้ว่าเงินที่ถอนออกมาก้อนนี้ เอาไปทำอะไร กำลังงงคือบัญชีองค์กรทำดีโดยบุ๋ม ปนัดดา น่าจะถูกปิดไปนานแล้วตั้งแต่ปี 65 แสดงว่าเปิดคู่กันอยู่ ตอนผมบริจาคไป ผมบริจาคเข้ามูลนิธิองค์กรทำดีเลย แต่พุทธ อภิวรรณ โอนเข้าองค์กรทำดี ซึ่งบัญชีนี้ควรปิดตั้งแต่ปี 65 แต่ปี 68 หรือล่าสุดยังบอกว่าเป็นเงินสดถอนออกมา? ทนายกุ้ง : ขอเดานะว่าน่าจะเป็นเงินที่ถอนออกมาจากมูลนิธิ เพราะองค์กรทำดีเขาโอนออนไลน์โดยตรงได้อยู่แล้ว หลายๆ สลิปที่มีอยู่ ถ้าโอนออนไลน์น่าจะโอนตรงได้เลย แต่อันนี้เอามาจากมูลนิธิหรือเปล่า เพราะมีการถอนเคาน์เตอร์ มีคนเซ็น ทนายแก้ว : ถ้าพูดอย่างนั้น ใบถอนต้องมีสองคน แต่ดูเอกสารตรงนี้ มีแค่คนเดียว กรณีฝากหรือถอน ต้องมีคนสองคน ผมคิดอย่างนั้น ญาณาธิป : ณ ตอนที่ถอน มันเป็นการสั่งจ่าย ถามเป็นความรู้ กรณีแบบนี้ถ้าถอนเงินออกมา อย่างข้อ 31 บอกไว้ ถ้าเบิกเกิน 5 แสน จำเป็นต้องรายงานกรรมการ ขณะเดียวกันกรรมการไม่รับรู้เรื่องนี้เลย แสดงว่าคนเบิกทำคนเดียว ขณะเดียวกันถ้ากรรมการรู้ กรรมการผิดมั้ย? อภิณห์พันธุ์ : อันนี้ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงจากเจตนาไปนะครับ แต่กรณีนี้ผิดข้อบังคับ ก็เป็นเหตุนึงในการถอนกรรมการ แต่ถ้าปรากฏว่าคณะกรรมการทราบด้วย ก็ต้องพิสูจน์ว่าร่วมกันทำผิดข้อบังคับของมูลนิธิหรือไม่ครับ อันนี้เป็นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 129 เหตุในการถอนกรรมการ คือกรรมการกระทำผิดข้อบังคับมูลนิธิครับ ทนายแก้ว : กรณีอาญา ถ้า 5 คนแบ่งหน้าที่กันทำ ถือเป็นตัวการร่วม ต้องรับโทษเสมือนตัวการ ถ้ากรรมการบอกเขาไม่รู้เลย? ทนายแก้ว : อ้างไม่ได้ เพราะหน้าที่มีอยู่ ว่าต้องดีแคร์เจ้าหน้าที่ในดีลถัดไป ถ้าต่างฝ่ายต่างละเลย เพิกเฉย หรือกระพริบตารู้กัน กรรมการตกเป็นผู้ต้องหาในฐานะตัวการร่วม ลุงหนวด ต้นชาทอง เขาบอกว่าก๊อตเอาเงินที่ได้โอนคืนจากช่างภูเก็ต ถอนเป็นเงินสด แล้วไปฝากเงินสดให้ช่างปทุมฯ เขียนชื่อผู้ฝากเป็นปนัดดา ยากตรงไหน อะไรของมึงเนี่ย ดูหนังมากไปเปล่า ถ้าจะโอนเงินง่ายๆ เลย ไม่ต้องโอนไปที่ภูเก็ตเลย โอนไปผู้รับเหมาคลอง 8 ได้เลย ไม่เห็นต้องโอนไปภูเก็ต ก๊อตถอนเงินสด แล้วมาเข้าชื่อปนัดดา มึงบ้าเปล่าเนี่ย โอ้โห ซับซ้อน เหลือเกิน อะไรวะเนี่ย แล้วมุมของพี่จะเอาไงต่อไป? ทนายกุ้ง : ตอนนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานอยู่ เพราะหลักฐานส่วนใหญ่คุณเอ๋อยู่ภูเก็ต คงต้องพาไปแจ้งความ ไปกองปราบเพื่อให้ตรวจสอบเส้นทางเงิน ว่าเอ๋ไม่เกี่ยว เอ๋เคยไปลงประจำวันล่วงหน้าแล้วด้วย ว่าเงินบางส่วนเอ๋ไม่ได้เกี่ยวข้อง ทนายแก้ว : เอ๋ไม่ได้เงินทอนเลยเหรอ ทนายกุ้ง : ถามแล้วไม่ได้เงินทอน เช็กเส้นเงินได้เท่าไหร่ โอนไปหมด ที่เขาได้เป็นค่าจ้างค่ารับเหมาพูลวิลล่าที่ภูเก็ตจริงๆ อันนั้นเขาต้องเก็บเอาไว้ แล้วต้องเสียภาษี มีปัญหาภาษีอีกว่าบริษัทที่เปิดร่วมกันก็ถูกปิดไปแล้ว สรรพากรก็เรียกเหมือนกัน เพราะใบกำกับภาษีที่ออกไปมันใช้ไม่ได้ ก็เป็นปัญหาอยู่ เอ๋ก็โดนหลายคดีอยู่เหมือนกัน สรรพากรจะทำยังไงต่อไป? ศุภชัย : กระบวนการตรวจสอบได้เริ่มขึ้นไปแล้ว เหลือว่าข้อมูลพยานหลักฐานต่างๆ เข้ามาในสำนวนตรวจสอบจะไปได้ไกลแค่ไหน เราดูทั้งข้อมูลภายนอกและภายใน รวมทั้งข้อมูลที่เชื่อมโยงหน่วยงานต่างๆ เอามาประมวลผล ให้ได้ข้อสรุปว่าสุดท้ายแล้วคนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่ามูลนิธิหรือตัวบุคคล มีความรับผิดชอบเรื่องเสียภาษีมากน้อยแค่ไหน โทษมีสองอย่าง คือทางแพ่งและอาญา อันดับแรก ถ้ามีมุมความผิดในการหลีกเลี่ยง หรือยื่นไม่ตรง อันนี้คุณอาจโดนเรื่องภาษีย้อนหลัง ปรับเงินเพิ่มกับอีกอันถ้าคุณปิดบังข้อเท็จจริง หลีกเลี่ยงภาษี คุณโดนคุกเลย 3 เดือนถึง 7 ปี มุมท่านว่าไง? ญาณาธิป : ประเด็นมูลนิธิที่เรากังวลคือมันชี้แจงต่อสังคมไม่ได้ว่าคุณทำอะไรไปบ้าง เพราะคุณไม่ได้ทำหน้าที่ของคุณ คุณมีหน้าที่ต้องแจ้งให้นายทะเบียนทราบว่าปีที่แล้วมาคุณทำอะไรไปบ้าง ทนายกุ้ง : เขาบอกน้ำท่วมเพิ่งผ่านไป เขาอ้างได้มั้ยคะ เขาลงพื้นที่ ไม่มีเวลาทำรีพอร์ตส่งได้มั้ย ญาณาธิป : หน้าที่ไม่ใช่หน้าที่ประธานมูลนิธิ เป็นหน้าที่ของเหรัญญิกที่ต้องรวบรวมการเงินแจ้งที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิทราบในคราวประชุมสามัญประจำปี ที่บอกว่ามูลนิธิประชุมสามัญภายในสิ้นมี.ค. แต่ทางมูลนิธิต้องชี้แจงออกมาว่าเหตุใดถึงไม่สามารถรายงาน นายทะเบียนขอไป คุณต้องรายงาน ชี้แจงมาให้ได้หมด ถ้าไม่ได้ ก็เป็นเหตุได้ว่าเป็นโทษทางอาญาอีกที ทนายแก้ว : ทรัพย์สิน ที่ดิน ที่ตั้งของมูลนิธิ เป็นของส่วนตัวได้มั้ยครับ ญาณาธิป : ถ้าเงินที่ออกจากมูลนิธิ ไปซื้อที่ ดำเนินกิจการที่ปทุมฯ ต้องเป็นชื่อมูลนิธิเท่านั้นค่ะ เป็นชื่อส่วนตัวไม่ได้ค่ะ ทนายแก้ว : รวมถึงพูลวิลล่าด้วย ญาณาธิป : ต้องบอกว่ามูลนิธิไม่สามารถดำเนินกิจการที่เป็นเชิงธุรกิจได้เลย ไม่ได้ค่ะ หนึ่งไม่ได้ สองวัตถุประสงค์มูลนิธิไม่ได้เขียนไว้ ถึงเขียนนายทะเบียนก็ไม่สามารถจดได้อยู่แล้ว นายทะเบียนคงใช้ระยะเวลาตรวจสอบไม่นานเท่าไหร่ แต่อยู่ที่ว่ามูลนิธิต้องรวบรวมเอกสารส่งนายทะเบียน ปกติทางราชการจะต้องบอกอยู่แล้วว่าระยะเวลาที่มูลนิธิต้องรายงานนายทะเบียนเท่าไหร่ คุณสุวรรณา บอกว่าลุงหนวดเขาหมายถึงก๊อตหลอกให้บุ๋มโอนเงินให้เอ๋ บุ๋มคิดว่าก๊อตจ้างเอ๋ทำ ให้เอ๋โอนคืน แล้วก๊อตเบิกเงินสดโอนให้ที่ปทุมฯ ลงชื่อผู้โอนคือบุ๋ม ปนัดดา สรุปก๊อตหลอกเมีย แต่เมียติดคุก เข้าใจมั้ย ผมตามไม่ทันจริงๆ? ทนายแก้ว : แต่บุ๋มก็รู้จักเอ๋ที่ภูเก็ตนะ อันดับแรก ขอโทษบุ๋มนะ บุ๋มต้องไปแก้ตรงนี้ให้ได้เหมือนกัน อันดับแรก บุ๋มกับก๊อตเป็นผัวเมียกัน สองคนนี้ไปรู้จักเอ๋ ก๊อตรู้จักเอ๋ 10 ปี บุ๋มรู้จักเอ๋ระยะนึง ทั้งคู่เคยไปกินข้าวด้วยกัน ปรากฏตามภาพ ร้านอาหารที่ภูเก็ต ฉะนั้นบุ๋มรู้จักเอ๋แน่นอน สองคุณถามว่าบุ๋มโดนก๊อตหลอกให้โอนเงินไปให้เอ๋ที่ภูเก็ต แทนที่จะโอนไปที่ปทุมฯ บุ๋มรู้จักเอ๋อยู่แล้ว เวลาโอนเงินไป เห็นอยู่แล้วว่าผู้รับคืออภิชาตคือเอ๋ บุ๋มต้องเฉลียวใจอยู่แล้วว่าผู้รับเหมาไม่ใช่เอ๋? ทนายกุ้ง : เพราะเอ๋ไม่เคยมาที่ปทุมฯ เลย มีอีกหนึ่งหลักฐาน บริษัทโมจิของเอ๋ เขาโอนเงินไปสาขาโลตัส เจ้าฟ้า ภูเก็ต บุ๋มโอนไป 9 ล้านกว่าบาท ลายเซ็นเป็นบุ๋ม ปนัดดา ถ้าจะโอนไปปทุมฯ จะโอนไปภูเก็ตทำไม? ทนายแก้ว : จริงพี่ มันเขียนชัดเจนว่าสาขาเจ้าฟ้าภูเก็ต ฉะนั้นบุ๋มก็ต้องตอบตรงนี้ให้ได้ว่าก๊อตบอกบุ๋มยังไง ถึงโอนไปที่ภูเก็ต แต่จ่ายค่าที่ปทุมฯ บุ๋มต้องรู้นะ เพราะเวลาขึ้นศาล ทนายเขาต้องถามเลย คุณเป็นดร. คุณจบอะไร คุณบอกไม่รู้เหรอ มันไล่กันแบบนั้นเลยนะ ผมโดนถามบ่อย คุณไม่รู้เหรอ คุณเรียนอะไรมา คุณทำงานกี่ปี คุณไม่รู้เหรอ เขาถามแบบนี้เลยนะ อันนี้ก็เป็นตัวชี้อย่างนึงว่าบุ๋มต้องตอบให้ได้? ทนายแก้ว : แปลกตรงที่ทำสัญญาก่อสร้างที่ปทุมฯ ทำไมต้องให้อธิปเป็นคู่สัญญา มันได้เหรอ เอาคนอื่นมาทำเป็นคู่สัญญาแทน ทำได้เหรอหัวหน้า ญาณาธิป : ในข้อเท็จจริงเราไม่ทราบ แต่ในข้อกฎหมายบอกว่าคณะกรรมการมูลนิธิเป็นผู้แทนมูลนิธิในการดำเนินกิจการกับภายนอก เราไม่เห็นข้อเท็จจริงว่าทางมูลนิธิเอง มีการประชุมโดยคณะกรรมการ มอบหมายให้คุณอธิปดำเนินการในเรื่องนี้หรือเปล่า มูลนิธิก็ต้องมีข้อชี้แจงมา เป็นไปได้มั้ยบุ๋มเข้าใจว่าเอ๋คือผู้รับเหมาที่ปทุมฯ? ทนายกุ้ง : ถึงอธิปรับมอบหมายจากมูลนิธิไปเซ็นรับมอบสัญญากับบุคคลภายนอกก็ตาม แต่บุ๋มประธานก็ต้องทราบ รายงานให้คณะกรรมการทุกท่านทราบอยู่แล้ว ญาณาธิป : ต้องทราบว่ามูลนิธิจะทำอะไรโดยใคร ถ้ามอบอำนาจไปแล้ว ผู้รับมอบอำนาจก็ไปดำเนินการแทนมูลนิธิได้ แต่ทีนี้ทุกอย่าง ต้องปรากฏเป็นเอกสารหลักฐาน ทนายกุ้ง : คุณบุ๋มต้องรู้ว่าว่าจ้างบริษัทอะไร บุ๋มบอกบุ๋มไม่รู้ เพราะก๊อตบอกว่าเอ๋สร้างที่ปทุมฯ? ทนายกุ้ง : ก็ไม่ได้เพราะบุ๋มรู้อยุ่แล้วว่าเอ๋รับจ้างสร้างพูลวิลล่าที่ภูเก็ต ทนายแก้ว : เขาไม่เคยมาเจอที่ปทุมฯ นะ เอ๋ไม่เคยเจอบุ๋มที่ปทุมฯ เลย ทนายกุ้ง : ถึงได้รับมอบหมายจากกรรมการให้ไปเซ็นสัญญากับบุคคลภายนอก แต่ต้องมีเอกสารรายงานให้กับมูลนิธิโดยเฉพาะประธานก็ต้องทราบ หรือไว้ใจคนใกล้ตัว หรือยังไง ญาณาธิป : ถ้าทำอะไรโดยบริสุทธิ์ใจ ก็ต้องรายงานได้ เราทราบเพียงเงินทุนจัดตั้งมูลนิธิก็เท่านั้น ศุภชัย : ตอนนี้อยู่ในกระบวนการตรวจสอบ ข้อมูลการเสียภาษี มีการยื่นแบบมา 2 รอบบัญชี เขายื่นแบบปี 65 กับ 66 แต่ 67 กับ 68 ไม่ได้ยื่น อย่างไรก็ดี ตอนนี้เราตรวจสอบทั้ง 4 รอบบัญชี ทนายกุ้ง : ท่านคงได้ภาษีกลับมาเยอะแล้วค่ะ ปลายทางที่รับเงินไป น่าจะมีค่อนข้างชัดเจน (หัวเราะ) ต้องฟังพี่บุ๋มก่อนด้วย มันเป็นการกล่าวหา ต้องฟังเขาด้วย เป็นเหตุสงสัยต่างๆ นานา? ทนายกุ้ง : อยากให้ออกมาชี้แจงเอกสาร ถ้าตัวเองเป็นเหยื่อ ถูกปลอม ถูกหลอก ต้องไปดำเนินการแจ้งความแล้ว มันจะได้เรียกพยานเอกสารหรือพยานบุคคล หรือคนที่ทำให้เสียหาย ถ้าไม่มาตามหมายเรียกก็ต้องออกหมายจับเข้าสู่กระบวนการ มันต้องเร่งรีบ เพราะถ้าคิดว่าคนเกี่ยวข้องหรือคนที่อาจไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานอาจไปหมดแล้ว ถ้ายิ่งช้าความเสียหายก็ยิ่งเกิดขึ้น เอาจริงๆ เราเมคเซ้นส์นะ แต่ตัวคุณบุ๋มต้องเอ๊ะมั้ย เงินคุณบอก 50 ล้าน ไม่ได้พูดถึงพูลวิลล่าเลย คุณพูดถึงมูลนิธิอย่างเดียว เงินไหลไปคุณต้องสงสัยมั้ย เขาสร้างคู่กันเลย เงินต้องมหาศาลเหมือนกันนะ พูลวิลล่า 8 หลัง 100 กว่าล้าน เราคุยกันในมุมบัญชีองค์กรมูลนิธิโดยบุ๋มปนัดดา เรายังไม่เห็นและไม่ได้พูดถึงยอดบัญชีมูลนิธิจริงๆ นะ เราไม่รู้เลยว่าสองบัญชีนี้มาคู่กันตลอด เพราะเกิดความเข้าใจผิดไปเรื่อยๆ เพราะไม่มีการปิดบัญชีนี้ไป นี่คือกระดุมเม็ดแรกก่อน บุ๋มจำเป็นต้องปิดบัญชีนี้ก่อนด้วย ต่อสายหา “สรปุก” เรื่องบัญชีสองบัญชี ว่าไปซิ? สรปุก : หนูเป็นจิตอาสาที่เข้ามาช่วยพี่บุ๋มเฉพาะกิจ ตอนน้ำท่วมที่หนักมากๆ ช่วงเชียงราย คนมันไม่พอ หนูเลยเข้ามาประสานงาน ตอนนั้นหนูไม่มีความรู้เลยว่าบัญชีมันต้องใช้บัญชีมูลนิธิองค์กรทำดีเพียงอย่างเดียว เราไม่เคยรู้มาก่อน เห็นเขาก็พูดกันว่ามันใช้ได้ เขาก็โพสต์กัน เราก็นำมาโพสต์ ไม่รู้ ถ้าออยศรีไม่ได้ออกมาเปิดโปง พูดตรงๆ ว่าไม่มีใครรู้ แม้กระทั่งผู้บริจาค ดาราต่างๆ เขาโอนไปบัญชีนี้ ไม่มีใครท้กท้วง เราไม่ทราบจริงๆ ค่ะ คุณเป็นคนโพสต์เอง? สรปุก : ไม่ใช่ทุกครั้งที่หนูเป็นคนโพสต์ แต่วันนั้นคุณออยศรีเขาลงภาพนัส โชค รถแห่ หนูเป็นคนลงขอบคุณสปอนเซอร์ ลงบัญชีองค์กรทำดีโดยนางสาวปนัดดา? สรปุก : ด้วยความเราเป็นประชาชนคนทั่วไป เราไม่ได้มีความรู้ด้านกฎหมาย เราเห็นว่าบัญชีนี้มีการสลักคำว่าองค์กรทำดีอยู่ข้างหน้า แถมเป็นบัญชีที่ผ่านวาระประชุม เราก็เข้าใจไปด้วยความไม่รู้ ว่ามันใช้ได้ แต่พอทุกคนบอกว่ามันใช้ไม่ได้นะ อ้าว ใช้ไม่ได้เหรอ ไม่รู้มาก่อนเลย ไม่มีใครบอกมาก่อนเลย ลงไปเมื่อไหร่? สรปุก : เมื่อนานมาแล้ว น่าจะช่วงน้ำท่วมก่อน แต่ช่วงนัส หนูรู้ทีหลังว่าใช้ไม่ได้ ตอนไม่รู้และไม่มีใครบอก ปี 67 แต่ปี 68 รู้แล้วว่าไม่ควรใช้ แต่มีพลาดบ้าง เพราะหนูต้องยอมรับตรงๆ ว่าบางครั้งทุกคนวุ่นวายมาก ในปี 68 มีเงินที่ออกไป ประมาณเกือบ 50 ล้านนะ? สรปุก : เราเหมือนล้มทั้งยืน เราไม่รู้เรื่องเงินเลย เราคิดว่ามูลนิธิไม่ได้มีเงินอะไรขนาดนั้น พอถูกโอนไปให้บริษัทก่อสร้าง มีการถูกโอนไปบุคคลที่สาม ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดพี่บุ๋มยอมรับตรงๆ ว่าตกใจ เหมือนคนอกหักค่ะ ได้คุยกับบุ๋มมั้ย? สรปุก : ได้คุยตลอดค่ะ เป็นเพื่อนกัน แล้วมีหลายคนบอกว่าพอมีปัญหามีดราม่าเราโดดหนี ไม่เคยโดดหนีนะพี่หนุ่ม หนูยังอยู่ข้างพี่บุ๋มตลอด เสี้ยวลึกๆ ในใจหนูก็ยังหวังว่าพี่บุ๋มจะไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เขาบอกตลอดว่าเขาทำทุกอย่างเพื่อมูลนิธิ เพื่อประชาชน แต่ว่ามันก็ต้องเกิดความสงสัยเหมือนทุกๆ คนว่าทำไมการก่อสร้างบางอย่าง ต้องมีบีโอคิว ก็ค่อยเบิกจ่ายไป แล้วแต่สัญญาบริษัท แต่ของพี่บุ๋มโอนเร็วมาก เราเห็นในข่าวก็ตกใจ ก็เลยมีการไลฟ์สด และเป็นประเด็นข่าวไปทั่ว มีสองมุม มุมนึงบุ๋มน่าจะรู้ว่าโอนเงินไปสร้างพูลวิลล่า กับอีกมุมเชื่อว่าบุ๋มโดนก๊อตหลอก ให้โอนเงินไปหาเอ๋ เพราะเชื่อว่าเอ๋เป็นคนสร้างมูลนิธิที่คลอง 8? สรปุก : อยากให้คุณเอ๋และพี่บุ๋มมาเจอกันนะคะ หนูอยากรู้ว่าก๊อตเนี่ย ขอไม่เรียกพี่แล้วกันนะพี่ เรียกไม่ไหวว่ะคนทำแบบนี้ ก๊อตกับเอ๋เขาคุยด้วยสัญญาตัวไหน ก๊อตเอาสัญญาตัวไหนไปคุยกับพี่บุ๋ม สัญญาสองตัวมันตัวเดียวกันมั้ย ทำไมฝั่งนึงถึงเข้าใจว่าเป็นการสร้างมูลนิธิ ถ้าเอ๋บอกว่าสร้างอะไรต่างๆ ไม่มีสัญญา คุณทำบริษัทยังไง มืออาชีพต้องมีนะพี่ บุ๋มเคยเห็นสัญญาที่ก๊อตเอามาให้ดูมั้ย? สรปุก : เขาบอกว่าเห็นค่ะ ตอนนี้เขากำลังรื้อดูกันกับฝั่งทนายและบัญชี เท่าที่หนูรับทราบตอนนี้ เขาบอกว่ายังไม่เห็นมีอันไหนที่เขียนว่าเป็นพูลวิลล่าเลย มันขึ้นว่าสร้างมูลนิธิและศาลเจ้า อันนี้หนูไม่พูดเยอะดีกว่า เดี๋ยวพี่ไปคุยกับพี่บุ๋ม ตอนนี้พี่บุ๋มเขาแต่งตั้งทนายแล้ว ลองไปคุยกับเขาดู จะได้ตรงที่สุดค่ะ บุ๋มฝากอะไรมั้ย? สรปุก : เขาบอกว่าจะรวบรวมหลักฐานเตรียมเอกสารทั้งหมด วันนึงจะมาออกโหนกระแสแน่นอน แต่ขอให้เขามีข้อมูลทุกอย่างเพื่อชี้แจงประชาชน แล้วตัวหนูเองพี่บุ๋มเขาก็เสียใจมาก ตอนนี้เขาแหลกสลายมาก เขาพูดว่าจะขายโน่นขายนี่มาชดใช้ หนูบอกว่าพี่บุ๋มทำแบบนี้ไม่ได้ ใครทำผิดคนนั้นต้องเป็นคนชดใช้ทุกบาททุกสตางค์ เพราะว่าคนที่เขาบริจาค เขาบริจาค ห้าบาทสิบบาท เขาอยากได้บุญ พี่ต้องเอามากคนที่ทำผิด ซึ่งเรื่องนี้มีสามประเด็นนะ คนที่หนึ่งไม่รู้ว่าผิดหรือเปล่า แต่โอนไปในฐานะประธานมูลนิธิผิดอยู่แล้ว สองช่างเอ๋ รับโอนมาแต่อยู่ดีๆ ไปโอนให้คนอื่น มันก็ต้องมีส่วนผิดแหละ แต่ว่าอาจทำด้วยความไม่รู้ แต่คนรับเงินไปทั้งหมด ผิดร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำไมคนนี้ถึงไม่ออกมา มันหายหัวไปไหน นักข่าวโทรไปก็ไม่รับ คนนี้แหละที่เอาเงินประชาชนไปโดยที่ไม่ถูกต้องและไม่ชอบธรรมที่สุด ที่หนูร้องไห้เพราะคนๆ นี้แหละค่ะ วันนี้คุณบุ๋มเขานัดเจอคุณก๊อต? สรปุก : เท่าที่รับทราบมาในเอกสารไม่มีคำว่าพูลวิลล่าเลย เราก็แอบสบายใจเปราะนึง แต่เราก็ไม่เห็นตัวจริง ยังไงรอพี่บุ๋มหอบหลักฐานมาชี้แจง ยังไงเรื่องนี้ก็ต้องดีแคร์ชัดเจนอยู่แล้วเพราะเป็นเรื่องใหญ่ร่ะดับประเทศ ทนายแก้ว : สรปุกกำลังบอกว่าบุ๋มถูกหลอก แต่คนจ่ายที่ปทุมฯ มันรับอีกคนนึง จะไม่เอาเอกสารเลยเหรอ ทนายกุ้ง : คนที่ปทุมฯ เขาบอกมีสัญญาเซ็น มีเอกสารประกอบ ต้องดีแคร์ได้ ญาณาธิป : มูลนิธิต้องยื่นงบดุลกับกรมปกครอง แล้วตัวนี้ต้องตรงกันกับที่ยื่นเสียภาษี สมมติมี 10 บาท คุณต้องบอกว่าคุณเสียอะไรบ้าง น่าจะมีการพูดคุยกับคุณก๊อต ว่าข้อเท็จจริงคืออะไร ตอนนี้อะไรก็เป็นไปได้หมด? ทนายกุ้ง : รู้นะว่าคิดอะไรอยู่ (หัวเราะ) เดี๋ยวก็ต้องมีคนรับจบ คิดไว้เหมือนกันถ้ามีการคุยกันแบบนี้ เพราะได้ข่าวตั้งแต่เมื่อวานว่าเขาติดต่อกันคุยกันแล้ว ก็คิดว่าจะมีคนรับจบหรือเปล่า แต่ทุกอย่างต้องว่ากันด้วยเอกสาร จะพูดปากเปล่าไม่ได้อยู่แล้ว จะยอมรับยังไงก็ต้องดูทั้งหมด ตอนนี้ฟังแล้วคุณเอ๋อาจเป็นผู้เสียหายและผู้ต้องหาด้วย ส่วนนึงต้องไปตรวจสอบเอกสาร ส่วนไหนเขาไม่เกี่ยวข้องเราก็ต้องไปดำเนินคดีเหมือนกัน อาจพาไปแจ้งความสัปดาห์หน้า ตอนนี้เขาไปรวบรวมหลักฐานอยู่ที่ภูเก็ต เพราะบางอย่างเขาไม่ได้เอาหลักฐานมา เขาต้องกลับไปเอาหลักฐานต่างๆ มาดำเนินคดีต่อ ทนายแก้ว : อยากฟังว่าพี่บุ๋มจะอธิบายยังไง ทำไมถึงเชื่อว่าเอ๋คือผู้รับเหมาที่ปทุมฯ นี่คือหัวใจตรงนั้น ทนายกุ้ง : ตอนแรกไม่ได้คิดจะออกมา แต่หลังๆ เองคุณบุ๋มให้สัมภาษณ์หลายครั้งแล้วไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่ออกมา ให้เขาชี้แจงตัวเอง เรื่องส่วนตัวมันดราม่าเราก็เข้าใจ แต่เรื่อ่งนี้ต้องชี้แจง เพราะเราก็สงสัยอยู่ไม่ใช่ไม่สงสัย สงสัยมานาน แต่ไม่มีโอกาสออกมาพูด หรือชี้แจงตรงนี้ รออาทิตย์หน้า เชื่อว่าบันเทิงกว่านี้ คุณบุ๋มน่าจะต้องออกมาชี้แจง สองแบมบี้ เห็นพี่ณวัฒน์บอกแล้วว่าจะพูด แบมบี้คือคนที่บุ๋มบอกว่ามีสัมพันธ์กับก๊อต สามคุณก๊อตก็ต้องออกมาชี้แจงเหมือนกัน คุณโกหกบุ๋มจริงหรือเปล่า หลายคนมองคุณโกหกจริง หลอกจริง มีบางมุมมองแบบนี้ พ่อกับแม่ต้องตายแค่คนเดียว ตายคู่ไม่ได้ หรือแม้กระทั่งคนที่บอกว่านี่คือละครฉากใหญ่ฉากนึงก็มี แต่สุดท้ายต้องรอฟังเจ้าตัวก่อนอย่าเพิ่งไปคิดเอง วันนี้อยากให้ได้รับความรู้สำหรับคนเปิดมูลนิธิ ทุกๆ ที่นะ ถ้ามูลนิธิไหนไม่ได้ประกาศเป็นสาธารณกุศล หักภาษีไม่ได้นะจ๊ะ? ศุภชัย : ครับผม ผมโดนตรวจสอบจนชินแล้ว? ศุภชัย : (หัวเราะ)
อภิณห์พันธุ์ : ตัวมูลนิธิเมื่อจดทะเบียนแล้ว จะมีสถานะเป็นนิติบุคคล แยกต่างหากจากบุคคลธรรมดา ทีนี้กรรมการมูลนิธิมีหน้าที่







Comentarios