เรื่อง : พฤฒินันท์ สุดประเสริฐ ‘เงินบำนาญ’ หลักประกันสำคัญของคนทำงานที่ใฝ่ฝันอยากมีชีวิตหลังเกษียณอย่างมั่นคง แต่ในวันที่โลกเผชิญทั้งเศรษฐกิจผันผวน การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย และรูปแบบงานยุคใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม ระบบบำนาญทั่วโลกกำลังเจอบททดสอบครั้งใหญ่ว่ายังรองรับอนาคตได้จริงหรือไม่ “ประชาชาติธุรกิจ” พาถอดบทเรียนสำคัญจากรายงาน Marsh CFA Institute Global Pension Index (MCGPI) ประจำปี 2026 จากความร่วมมือระหว่าง Marsh, CFA Institute และสถาบัน Monash Centre for Financial Studies (MCFS) ที่สำรวจ 55 ระบบบำนาญ ครอบคลุมประชากร 66% ทั่วโลก ร่วมหาคำตอบว่าทำไมบางประเทศถึงได้เกรด A และประเทศไทยต้องปรับโครงสร้างอย่างไรเพื่อให้คนเกษียณรอดพ้นจากความยากจน ภาพรวมระบบบำนาญโลก รายงานระบุว่า อัตราการเจริญพันธุ์ที่ลดลงอย่างต่อเนื่องบวกกับอายุขัยเฉลี่ยของประชากรที่สูงขึ้น กำลังสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อความยั่งยืนทางการเงินของระบบบำนาญทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ภาพรวมระบบบำนาญทั่วโลกมีสัญญาณการปรับตัวดีขึ้น โดยคะแนนเฉลี่ยรวมของดัชนีเพิ่มขึ้น 1.1 จุด จากปี 2025 รายงานเปิดเผย 6 ประเทศที่มีดัชนีระบบบำนาญ เกรด A ของโลก (คะแนนรวมมากกว่า 80 คะแนน) ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ (85.8), เดนมาร์ก (84.1), ไอซ์แลนด์ (84.0), สิงคโปร์ (82.0), อิสราเอล (81.9) และออสเตรเลีย (80.6) ซึ่งก้าวขึ้นมารับเกรด A เป็นครั้งแรกในปีนี้ เมื่อเจาะลงไปในแต่ละมิติของดัชนี พบประเทศที่ได้คะแนนสูงสุดในแต่ละมิติย่อย ดังนี้ ด้านความเพียงพอ (Adequacy) : คูเวต ได้คะแนนสูงสุดที่ 88.3 คะแนน ด้านความยั่งยืน (Sustainability) : เดนมาร์ก ได้คะแนนสูงสุดที่ 84.8 คะแนน ด้านธรรมาภิบาลและความน่าเชื่อถือ (Integrity) : ฟินแลนด์ ได้คะแนนสูงสุดที่ 90.5 คะแนน สำรวจดัชนีทั่วเอเชีย ขณะที่ดัชนีระบบบำนาญของประเทศในแถบเอเชียและอาเซียน นอกจาก ‘สิงคโปร์’ ที่ได้เกรด A เพียงที่เดียวและคะแนนสูงเป็นอันดับ 4 ของโลก สามารถแบ่งคะแนนตามเกรดได้ดังนี้ กลุ่มเกรด B (คะแนน 70-79 คะแนน) ซาอุดีอาระเบีย : 73.2 คะแนน (อันดับ 12 ของโลก) คูเวต : 72.9 คะแนน (อันดับ 13 ของโลก) ฮ่องกง (Hong Kong SAR) : 71.2 คะแนน (อันดับ 17 ของโลก) กลุ่มเกรด C+ (คะแนน 60-69 คะแนน) โอมาน : 69.9 คะแนน (อันดับ 21 ของโลก) กาตาร์ : 66.0 คะแนน (อันดับ 28 ของโลก) คาซัคสถาน : 64.8 คะแนน (อันดับ 29 ของโลก) มาเลเซีย : 61.1 คะแนน (อันดับ 35 ของโลก) จีน : 60.6 คะแนน (อันดับ 36 ของโลก) ขยับขึ้นมาจากเกรด C ในปี 2025 จากการเพิ่มบำนาญขั้นต่ำและการปรับปรุงธรรมาภิบาล กลุ่มเกรด C (คะแนน 50-59 คะแนน) ไต้หวัน : 59.7 คะแนน (อันดับ 37 ของโลก) ญี่ปุ่น : 58.0 คะแนน (อันดับ 39 ของโลก) เกาหลีใต้ : 56.4 คะแนน (อันดับ 45 ของโลก) เวียดนาม : 54.6 คะแนน (อันดับ 47 ของโลก) ไทย : 52.2 คะแนน (อันดับ 49 ของโลก) อินโดนีเซีย : 50.7 คะแนน (อันดับ 50 ของโลก) กลุ่มเกรด D (คะแนนต่ำกว่า 50 คะแนน) ฟิลิปปินส์ : 49.2 คะแนน (อันดับ 52 ของโลก) อินเดีย : 46.8 คะแนน (อันดับ 53 ของโลก) ความต่าง 6 ประเทศอาเซียน เมื่อเจาะลึกลงไปใน 6 ประเทศอาเซียนที่มีการให้คะแนนดัชนีบำนาญ ปี 2026 พบผลที่น่าสนใจดังนี้ สิงคโปร์ (เกรด A – 82.0 คะแนน) : บริหารจัดการผ่านกองทุน Central Provident Fund (CPF) ที่ครอบคลุมแรงงานและผู้อยู่อาศัยถาวร โดยกำหนดให้ถอนเงินไปใช้ด้านที่อยู่อาศัยและการแพทย์ได้บางส่วน ขณะที่เงินส่วนใหญ่จะถูกล็อกไว้จ่ายเป็นรายได้ตลอดชีวิตผ่านระบบ CPF Life มีจุดแข็งโดดเด่นระดับโลกด้านธรรมาภิบาลและการกำกับดูแล (90.4 คะแนน) มาเลเซีย (เกรด C+ – 61.1 คะแนน) : พึ่งพากองทุน Employee Provident Fund (EPF) เป็นหลัก มีสินทรัพย์บำนาญต่อ GDP ในระดับที่ดี และมีโครงสร้างการกำกับดูแลที่เข้มแข็ง เวียดนาม (เกรด C – 54.6 คะแนน) : โดดเด่นด้านความเพียงพอของเงินบำนาญ (59.6 คะแนน) ซึ่งสูงกว่าไทยและอินโดนีเซีย แต่มีจุดอ่อนร้ายแรงในด้านความยั่งยืนทางการเงินระยะยาว (37.8 คะแนน) เนื่องจากระบบกองทุนบำนาญภาคเอกชนยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ไทย (เกรด C – 52.2 คะแนน) : แม้คะแนนรวมจะเพิ่มขึ้นจาก 50.6 คะแนนในปี 2025 แต่ยังมีข้อจำกัดสำคัญในมิติด้านความเพียงพอ (48.2 คะแนน) และความยั่งยืน (45.2 คะแนน) อินโดนีเซีย (เกรด C – 50.7 คะแนน) : มีระบบประกันสังคมภาคบังคับ แต่ได้คะแนนมิติด้านความเพียงพอต่ำที่สุดในอาเซียน (39.7 คะแนน) ฟิลิปปินส์ (เกรด D – 49.2 คะแนน) : แม้จะทำคะแนนด้านความยั่งยืนได้ดี (63.9 คะแนน) แต่คะแนนธรรมาภิบาลและการกำกับดูแล ต่ำที่สุดในภูมิภาค (35.7 คะแนน) เปรียบเทียบคะแนนดัชนีบำนาญโลก ปี 2026 ประเทศ เกรด คะแนนรวม อันดับโลก (จาก 55) ความเพียงพอ ความยั่งยืน ธรรมาภิบาล สิงคโปร์ A 82.0 4 82.8 (อันดับ 8) 75.3 (อันดับ 7) 90.4 (อันดับ 3) มาเลเซีย C+ 61.1 35 54.0 (อันดับ 42) 56.4 (อันดับ 24) 79.0 (อันดับ 25) เวียดนาม C 54.6 47 59.6 (อันดับ 38) 37.8 (อันดับ 49) 69.8 (อันดับ 47) ไทย C 52.2 49 48.2 (อันดับ 47) 45.2 (อันดับ 44) 68.3 (อันดับ 48) อินโดนีเซีย C 50.7 50 39.7 (อันดับ 52) 51.0 (อันดับ 34) 67.9 (อันดับ 49) ฟิลิปปินส์ D 49.2 52 44.7 (อันดับ 44) 63.9 (อันดับ 35) 35.7 (อันดับ 52) โจทย์สำคัญ ระบบบำนาญ รายงาน MCGPI 2026 ชี้ให้เห็นว่า ระบบบำนาญและการสร้างรายได้หลังการเกษียณทั่วโลกกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ จากปัจจัยกดดันเชิงโครงสร้างประชากรและวิถีการทำงานที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว 1. วิกฤตโครงสร้างประชากร (Demographic Shift & Longevity Trap) อัตราการเจริญพันธุ์ที่ลดลงอย่างต่อเนื่องทั่วโลก ควบคู่กับอายุขัยเฉลี่ยของประชากรที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กำลังสร้างภาระทางการเงินและความท้าทายมหาศาลต่อความยั่งยืนระยะยาวของระบบบำนาญ การเพิ่มขึ้นของประชากรสูงอายุทำให้สัดส่วนแรงงานวัยทำงานต่อผู้สูงเกษียณลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ระบบบำนาญแบบจ่ายตามเก็บ (Pay-as-you-go) และกองทุนบำนาญของรัฐบาลหลายประเทศต้องตกอยู่ในภาวะตึงตัวทางการเงินอย่างหนัก 2. เกณฑ์อายุเกษียณเดิมใช้ไม่ได้ผล (Outdated Traditional Retirement Age) เกณฑ์อายุเกษียณแบบดั้งเดิมที่กำหนดไว้ ณ อายุ 60 หรือ 65 ปี เริ่มไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของสังคมยุคปัจจุบันที่ผู้คนมีอายุยืนยาวและมีสุขภาพแข็งแรงขึ้นอย่างมาก การยึดติดกับเกณฑ์อายุเกษียณเดิมโดยไม่มีการปรับเปลี่ยน ทำให้ระยะเวลาที่ผู้สูงอายุต้องพึ่งพารายได้บำนาญยาวนานขึ้นกว่าในอดีต ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่เงินออมหลังเกษียณจะหมดลงก่อนสิ้นอายุขัย 3. รูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไปและการเติบโตของ Gig Work (Evolving Work Patterns) เส้นแบ่งระหว่าง “ชีวิตการทำงาน” และ “การเกษียณอายุ” เริ่มเลือนรางลงอย่างเห็นได้ชัด จากการเติบโตอย่างรวดเร็วของแรงงานอิสระ (Gig Workers), งานพาร์ตไทม์ และการทำงานแบบยืดหยุ่น ซึ่งแรงงานกลุ่มนี้มักเข้าไม่ถึงระบบบำนาญภาคบังคับของนายจ้าง รายงานจึงย้ำว่า ความยืดหยุ่นในระบบบำนาญไม่ใช่สิ่งเลือกได้อีกต่อไป (Flexibility is no longer optional) แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องปรับปรุง ทั้งในมิติของช่วงเวลาการเข้าถึงรายได้บำนาญ โครงสร้างผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และการรองรับผู้สูงอายุที่ยังคงทำงานในบางรูปแบบหลังวัยเกษียณ เจาะลึกมุมมองระบบบำนาญ จากข้อมูลทั้งหมดที่นำเสนอไป หลาย ๆ คนที่อ่านมาถึงตรงนี้ อาจอยากทราบมุมมองของผู้ที่ทำการสำรวจและรายงานดัชนีดังกล่าวว่า ประเทศที่เป็นอันดับต้น ๆ ในดัชนี ทำอย่างไร มีระบบบำนาญเป็นอย่างไร และสำหรับประเทศไทยเอง ยังมีจุดไหนในระบบบำนาญที่ต้องไปพัฒนาต่อ “ประชาชาติธุรกิจ” ได้มีโอกาสถามเพิ่มเติมจาก Tim Jenkins, Partner ของ Marsh People and Investments และเป็นผู้เขียนหลักของรายงานดัชนีเงินบำนาญโลก Marsh CFA Institute Global Pension Index (MCGPI) ประจำปี 2026 ถึงมุมมองของระบบบำนาญ ทั้งของไทย และประเทศอื่น ๆ ที่น่าสนใจ เหตุผล เนเธอร์แลนด์-เดนมาร์ก เบอร์ 1-2 โลก ประเด็นแรกที่น่าสนใจ คือ การที่เนเธอร์แลนด์และเดนมาร์ก ได้รับการจัดอันดับดัชนีบำนาญ สูงเป็นอันดับ 1 และ 2 ของโลก โดยมีคะแนน 85.8 และ 84.1 คะแนนตามลำดับ Tim ให้ข้อมูลว่า เนเธอร์แลนด์และเดนมาร์ก ครองอันดับหนึ่งร่วมกัน เพราะพิสูจน์แล้วว่าจ่ายเงินดูแลคนแก่ได้จริง ระบบการเงินมั่นคงไม่เสี่ยงล้มละลาย และมีความโปร่งใสตรวจสอบได้สูง ขณะที่คนแก่ที่ไม่มีรายได้ จะได้รับเงินช่วยเหลือขั้นต่ำที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตจริง นอกจากนี้ สัดส่วนเงินบำนาญที่ได้รับต่อเดือนถือว่าสูงเมื่อเทียบกับเงินเดือนตอนยังทำงาน ทำให้หยุดทำงานแล้วไม่กระทบต่อคุณภาพชีวิต และลูกจ้างส่วนใหญ่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือบำนาญของบริษัทรองรับ และมีเงินสะสมในกองทุนรวมกันเป็นก้อนใหญ่มาก เมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจของประเทศ เบื้องหลัง ‘สิงคโปร์’ เกรด A หนึ่งเดียวในอาเซียน สิงคโปร์ เป็นประเทศเดียวในแถบเอเชีย ที่ได้รับดัชนีบำนาญเกรด A และมีอันดับสูงถึงที่ 4 ของโลก Tim ระบุว่า สิงคโปร์ได้รับเกรด A เนื่องจากระบบบำนาญมีประสิทธิภาพแข็งแกร่งมากทั้งในมิติด้านความเพียงพอ และมิติด้านความน่าเชื่อถือ/ธรรมาภิบาล รวมถึงทำผลงานได้ดีในมิติด้านความยั่งยืน (Sustainability) สำหรับสิงคโปร์ มีรูปแบบระบบบำนาญ โดยใช้รูปแบบของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกลาง (CPF) มีการรวมเงินสมทบภาคบังคับที่ได้รับเงินทุนเต็มจำนวน (Fully funded) จากทั้งนายจ้างและลูกจ้าง เข้ากับการบริหารจัดการที่มีธรรมาภิบาลเข้มแข็ง โดยเงินออมใน CPF สามารถนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะด้านที่อยู่อาศัยและการรักษาพยาบาลได้ แต่จะมีการกันเงินจำนวนหนึ่งไว้สำหรับการเกษียณอายุโดยเฉพาะ และทยอยเบิกจ่ายผ่านโครงการ CPF Life ซึ่งมอบรายได้หลังเกษียณตลอดชีพ สิ่งนี้ช่วยสร้างสมดุลระหว่างความยืดหยุ่นในระหว่างวัยทำงานและการคุ้มครองรายได้ในบั้นปลายชีวิต Tim ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ความต่างสำคัญจากเพื่อนบ้านในอาเซียนคือ ระบบนี้บังคับใช้กับคนทำงานสิงคโปร์ทุกคนรวมถึงผู้มีถิ่นที่อยู่ถาวร ขณะที่ประเทศอื่นในอาเซียนมีคนทำงานเพียงส่วนน้อยที่มีกองทุนของบริษัท และเงินช่วยเหลือคนจนจากรัฐมักเป็นเพียงเบี้ยยังชีพเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น จุดแข็ง-จุดอ่อน ระบบบำนาญไทย ในรายงานดัชนีบำนาญโลก มีการให้คะแนนประเทศไทย อยู่ที่ 52.2 คะแนน เป็นอันดับ 49 ของโลก สิ่งที่อาจเป็นคำถามของใครหลายคนคือ ประเทศไทยมีจุดแข็ง-จุดอ่อนอย่างไรในระบบบำนาญปัจจุบัน Tim ระบุว่า เกรด C ของประเทศไทยสะท้อนถึงระบบที่มีรากฐานด้านธรรมาภิบาลที่ดี แต่ยังมีช่องว่างในเรื่องความเพียงพอของเงินเกษียณและความยั่งยืนในระยะยาว คะแนนดัชนีย่อยด้านธรรมาภิบาล (Integrity) ที่ได้เกรด B (68.3 คะแนน) สะท้อนถึงการมีกฎระเบียบ การกำกับดูแล การคุ้มครองสมาชิก และการสื่อสารที่ดี อย่างไรก็ตาม ด้านความเพียงพอของเงิน (48.2) และความมั่นคงระยะยาว (45.2) ยังได้คะแนนต่ำ เพราะคนส่วนใหญ่ยังเข้าไม่ถึงกองทุนบำนาญเอกชน อัตราเงินสมทบยังน้อยเกินไป เบี้ยคนชรายังไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ และยังไม่มีการสะสมเงินเตรียมพร้อมล่วงหน้ามากพอ นอกจากนี้ ผลสำรวจ Marsh Thailand RISE Survey มีการเปิดเผยผลสำรวจระดับนายจ้างจากองค์กร 173 แห่งที่ทำการสำรวจ พบว่า พบว่าแม้ 87.7% จะมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้พนักงาน แต่ในทางปฏิบัติ บริษัทส่วนใหญ่จ่ายสมทบเพียง 5%-8% ครึ่งหนึ่งของบริษัทไม่มีแผนลงทุนเริ่มต้นให้ (ปล่อยให้พนักงานเลือกเอง ซึ่งหลายคนไม่ได้เลือกหรือเลือกแผนที่ไม่เติบโต) มีเพียง 3% เท่านั้นที่ใช้ระบบปรับสัดส่วนการลงทุนตามอายุ (เช่น อายุน้อยเน้นลงทุนเพื่อเติบโต พอใกล้เกษียณค่อยย้ายไปสินทรัพย์ปลอดภัย) บทเรียน 3 มหาอำนาจเอเชีย เมื่อถามถึงภาพการเปลี่ยนแปลงของระบบบำนาญใน 3 ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในเอเชีย คือ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ พบความน่าสนใจดังนี้ จีน (ขยับขึ้นมาเกรด C+) : เน้นดึงคนเข้าสู่ระบบมากขึ้น เร่งสร้างเงินกองทุน และเพิ่มทางเลือกลงทุนที่หลากหลาย ญี่ปุ่น : ต้องเร่งให้คนมีกองทุนบำนาญเอกชนมากขึ้น หาเครื่องมือการเงินที่แปลงเงินออมเป็นรายได้รายเดือน และคุมภาระงบประมาณของรัฐ เกาหลีใต้ : ระบบตรวจสอบโปร่งใสดีมาก แต่คนแก่ที่มีรายได้น้อยก็ยังประสบปัญหาเงินไม่พอใช้ Tim ระบุเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยมีโครงสร้างประชากรที่ยังไม่ได้แก่ตัวเร็วแบบจีน ญี่ปุ่น หรือเกาหลีใต้ ที่อัตราการเกิดดิ่งลงและคนอายุยืนขึ้นมาก อย่างไรก็ดี สังคมสูงวัยก็ยังเป็นแรงกดดันที่ไทยต้องรีบปรับตัวล่วงหน้า แนวทางสำคัญคือ การต่อยอดจากระบบที่ดี ด้วยการดึงแรงงานเข้าสู่ระบบบำนาญให้มากขึ้น เพิ่มเงินช่วยเหลือคนแก่ยากจน และปรับปรุงกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัท เช่น ตั้งเกณฑ์เงินสมทบให้ชัดเจน ใช้แผนลงทุนปรับตามอายุเป็นค่าเริ่มต้น และหมั่นประเมินผลงานของบริษัทจัดการกองทุน Tim ยังสะท้อนบทเรียนสำคัญว่า ระบบที่ดีต้องทำให้คนเข้าถึงได้กว้างขวาง มีเงินใส่เข้าไปมากพอ และมีวิธีเปลี่ยนเงินก้อนให้เป็นเงินรายเดือนไว้ใช้ตลอดชีพ สังคมสูงวัย-ฟรีแลนซ์ กับภาพระบบบำนาญ อีกโจทย์หนึ่งที่น่าสนใจและเป็นความท้าทายของระบบบำนาญ คือ การเข้าสู่สังคมสูงวัย และการเกิดขึ้นของรูปแบบงานอิสระ อย่างฟรีแลนซ์ และกลุ่มคนทำงานที่เป็นลักษณะชั่วคราว หรือ Gig Worker แล้ว 2 สิ่งนี้ เข้ามาเปลี่ยนระบบบำนาญอย่างไร ? Tim สะท้อนว่า การเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้กองทุนต้องจ่ายเงินดูแลคนนานขึ้น ในขณะที่คนวัยทำงานที่คอยหาเงินเข้ากองทุนและจ่ายภาษีมีน้อยลง ขณะที่งานฟรีแลนซ์ ไรเดอร์ หรืองานรับจ้างอิสระ ไม่มีระบบหักเงินเดือนเข้ากองทุนแบบเดิม ทำให้ระบบเกษียณต้องยืดหยุ่นและรองรับคนกลุ่มนี้ได้มากขึ้นด้วย รายงานแนะนำว่า ใครที่ยังแข็งแรงและอยากทำงานต่อ ควรเปิดทางให้เลือกอายุเกษียณได้อย่างยืดหยุ่น แต่สำหรับคนที่มีปัญหาสุขภาพหรือต้องดูแลคนในครอบครัว รัฐก็ยังต้องมีสวัสดิการคุ้มครองอย่างเหมาะสม คำแนะนำ 4 ข้อ ปฏิรูประบบบำนาญไทย Tim ระบุว่า ดัชนีระบุภารกิจสำคัญ 4 ประการสำหรับประเทศไทยในการยกระดับระบบบำนาญ ดังนี้ ดึงคนทำงานเข้าสู่กองทุนบำนาญของที่ทำงานให้มากขึ้น เพื่อให้มีเงินเก็บสะสมก้อนใหญ่ขึ้นในระยะยาว เพิ่มเงินช่วยเหลือขั้นต่ำให้คนแก่ที่ยากจน (เบี้ยยังชีพคนชรา) ให้เพียงพอต่อค่าครองชีพจริง ลดหนี้สาธารณะของประเทศ เพื่อให้ภาครัฐมีงบประมาณมาจัดสวัสดิการประชาชนได้เต็มที่ กระตุ้นให้ประชาชนเก็บออมเงินมากขึ้น และเร่งลดหนี้ครัวเรือน ทั้งนี้ การนำแนวทางเหล่านี้ไปใช้จริงย่อมต้องดูความพร้อมและจังหวะเวลาทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองควบคู่กันไปด้วย อ่านข่าวต้นฉบับ: ระบบบำนาญไทยพร้อมแค่ไหน ? เปิดผลจัดอันดับโลกและ 4 โจทย์ที่ต้องเร่งแก้
เรื่อง : พฤฒินันท์ สุดประเสริฐ ‘เงินบำนาญ’ หลักประกันสำคัญของคนทำงานที่ใฝ่ฝันอยากมีชีวิตหลังเกษียณอย่างมั่นค





Comentarios