ครม.ไฟเขียว 36 โปรเจ็กต์ บูม 5 จว.อีสาน อัดฉีดงบทะลุ 3.5 หมื่นล้าน ดันเป็นฐานผลิตอาหารโลก เคาะภาษีนำเข้าอีวี 35% ปี 70 ก.คลังชงรถเก่าแลกคันใหม่ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติมลฑาทิพย์ ฮอลล์ จ.อุดรธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) นอกสถานที่ ที่จังหวัดอุดรธานีว่า การลงพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ซึ่งประกอบด้วย 5 จังหวัด ได้แก่ จ.อุดรธานี บึงกาฬ เลย หนองคาย และหนองบัวลำภู เป็นโอกาสให้รัฐบาลได้เห็นศักยภาพ และจุดเด่นของแต่ละพื้นที่ รวมถึงรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างใกล้ชิด พร้อมนำเสนอเรื่องราว และอัตลักษณ์ของแต่ละจังหวัดให้ประชาชนทั่วประเทศได้รับรู้และเกิดความเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค นายอนุทิน กล่าวว่า สำหรับการพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน รัฐบาลให้ความสำคัญกับ 4 มิติหลัก ได้แก่ การยกระดับการผลิตและสินค้าเกษตร การพัฒนาการค้าชายแดนและเชื่อมโยงเศรษฐกิจภูมิภาค การส่งเสริมการท่องเที่ยว และการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างครบวงจร รายงานข่าวแจ้งว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบข้อเสนอโครงการและมาตรการสำคัญเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการพัฒนาสังคมของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 แบ่งการจัดลำดับโครงการออกเป็น 2 ระยะหลัก คือ มาตรการเร่งด่วน และโครงการระยะยาว รวมทั้งสิ้น 36 โครงการ วงเงินงบประมาณรวมกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท มีข้อเสนอมาตรการเร่งด่วน 21 โครงการ วงเงินงบประมาณรวม 950,515,300 บาทและข้อเสนอเพื่อดำเนินการในระยะยาว 15 โครงการ วงเงินงบประมาณรวม 34,113,810,700 บาท ข้อเสนอมาตรการเร่งด่วนที่มีความพร้อมในการขับเคลื่อน ที่มุ่งเน้นโครงการที่มีความพร้อมสูงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และสร้างมูลค่าเพิ่มในระดับชุมชน 21 โครงการ มีโครงการสำคัญ เช่น โครงการพัฒนาห่วงโซ่การผลิตโคขุนลุ่มน้ำโขง สู่เกษตรแปรรูปมูลค่าสูงกลุ่มสบายดี , โครงการส่งเสริมการผลิตและการค้าสินค้าเกษตรและอาหารกลุ่มสบายดี และโครงการจ้างที่ปรึกษาสำรวจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการเวนคืน โครงการพัฒนาท่าอากาศยานบึงกาฬ เป็นต้น ส่วนข้อเสนอเพื่อดำเนินการในระยะยาว มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับระบบโลจิสติกส์ การแพทย์ และการท่องเที่ยวระดับสากล มีจำนวนรวม 15 โครงการ มีโครงการสำคัญ เช่น โครงการก่อสร้างทางหลวง 4 ช่องจราจรทางหลวงแนวใหม่ เชื่อม ทล.2 – ทล.222 (อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี – จ.บึงกาฬ) วงเงิน 27,085,956,900 บาท โครงการศึกษาความเหมาะสมสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 7, โครงการพัฒนาศูนย์เชี่ยวชาญระดับพรีเมี่ยมสาขาโรคหัวใจและการปลูกถ่ายอวัยวะ โรงพยาบาลอุดรธานี งบประมาณ 622,867,700 บาท และโครงการก่อสร้างกระเช้าภูกระดึง งบประมาณ 1,757,950,000 บาท เป็นต้น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ครม.มีมติเห็นชอบการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ BEV (รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่อย่างเดียวและขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า) และ REEV (รถยนต์แบบพลังงานผสมเชื้อเพลิงและไฟฟ้าที่สามารถชาร์จได้ และขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเท่านั้น) ที่นำเข้าจากต่างประเทศ เป็นอัตรา 35% จากอัตราปัจจุบันที่รถยนต์ BEV เสียภาษีในอัตรา 10% และรถยนต์ REEV เสียอัตราภาษี 15% โดยอัตราภาษีที่ปรับใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้กรมสรรพสามิตได้เตรียมเสนอโครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” ต่อคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน เพื่อขอใช้เงินกู้ราว 6,000 ล้านบาท ภายใต้ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน พ.ศ. 2569 (วงเงินรวม 4 แสนล้านบาท โดยใช้โควตาจากก้อนหลัง 2 แสนล้านบาท) เพื่อดำเนินโครงการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและลดมลพิษทั่วประเทศในปีงบประมาณ 2570 ครอบคลุมทั้งกลุ่มรถกระบะ รถยนต์สาธารณะ (แท็กซี่) และรถจักรยานยนต์
ครม.ไฟเขียว 36 โปรเจ็กต์ บูม 5 จว.อีสาน อัดฉีดงบทะลุ 3.5 หมื่นล้าน ดันเป็นฐานผลิตอาหารโลก เคาะภาษีนำเข้าอีวี 35% ปี 70 ก





Comentarios