กนง. ยอมรับดอกเบี้ยต่ำนาน เพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพ เกาะติดผลกระทบใกล้ชิด-พร้อมปรับขึ้นหาก ศก.ฟื้นตัวเต็มศักยภาพ นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า ผลการประชุม กนง. วันที่ 28 ต.ค. 2569 คณะกรรมการมีมติเอกฉันท์จากกรรมการที่เข้าร่วมประชุม 6 ท่าน ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% แรงหนุนสำคัญมาจากการส่งออกและการลงทุนของประเทศไทยที่ขยายตัวได้ดี โดยมีแรงส่งต่อเนื่องจากวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ แต่การเติบโตยังต่ำกว่าศักยภาพและผลดียังกระจุกตัว ส่วนเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้นชั่วคราวจากปัจจัยอุปทาน ก่อนกลับไปอยู่ในระดับต่ำจากผลของฐานและอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ ตามเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ขณะที่เงินบาทอ่อนค่าและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยปรับเพิ่มขึ้นตามพัฒนาการของตลาดการเงินโลก โดยผลกระทบต่อต้นทุนการระดมทุนของไทยยังจำกัด ด้านสินเชื่อรวมขยายตัวจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ส่วนสินเชื่อเอสเอ็มอีหดตัวและสินเชื่อรายย่อยขยายตัวต่ำ โดยสินเชื่อของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอยู่ในระดับต่ำและติดลบมาต่อเนื่อง ส่วนในเดือน ก.ย. คาดว่าจะติดลบต่อไป ทำให้การติดลบประมาณ 17 ไตรมาส “คณะกรรมการฯ เห็นว่าการดำเนินนโยบายการเงินในระดับผ่อนคลายควบคู่ไปกับมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด มีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวไม่ทั่วถึง จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ แต่ต้องติดตามแนวโน้มและความเสี่ยงเงินเฟ้อ รวมทั้งผลของอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว” กนง.ชี้ดอกเบี้ยต่ำยาวนานเป็นความเสี่ยงรอบใหม่ที่ต้องติดตาม นายดอนกล่าวต่อว่า ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามจากการประชุม กนง. ในรอบนี้มี 4 ด้าน ประกอบด้วย 1. พัฒนาการของสงครามในตะวันออกกลางและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ 2. ความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะต่อไปจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงและผลของปรากฏการณ์เอลนีโญ 3. ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้เอสเอ็มอีและครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง และ 4. ปัจจัยความเสี่ยงใหม่ ได้แก่ ผลของอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว สำหรับความเสี่ยงข้อ 1-3 ถือเป็นความเสี่ยงระยะปานกลางในช่วง 3-6 เดือน ขณะที่การเพิ่มข้อสังเกตสำคัญเกี่ยวกับความเสี่ยงใหม่ในกรอบนโยบายการเงิน คือ ผลของอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว โดยอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำสะท้อนภาพสินเชื่อที่ขยายตัวในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถกู้ยืมได้ด้วยต้นทุนต่ำ ขณะที่สินเชื่อเอสเอ็มอียังคงหดตัว การคงดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำเป็นเวลานานอาจกระตุ้นให้เกิดการประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควรจะเป็น และการแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น ซึ่งสร้างความเสี่ยงสะสมต่อเสถียรภาพการเงินในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน กนง. ยังไม่เห็นความเสี่ยงดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างน่ากังวล “ผลของอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว ในตอนนี้กรรมการยังไม่ได้เห็นว่าเกิดปัญหาหรือพฤติกรรมเสี่ยงสะสมเหล่านั้นเกิดขึ้นจริงอย่างน่ากังวล โดยการใส่ข้อสังเกตนี้เข้ามา เป็นการตั้งข้อสังเกตเพื่อติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเป็นเวลานานอาจส่งผลกระทบในระยะยาว เช่น การประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป การแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น หรือการบิดเบือนการจัดสรรทรัพยากร” อัตราดอกเบี้ยจะปรับขึ้นเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น สำหรับทิศทางในระยะถัดไป กนง. ไม่ได้ปิดโอกาสการลดดอกเบี้ยลงโดยสิ้นเชิง การดำเนินนโยบายจะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจ (Data-Dependent) หากเกิดวิกฤตรุนแรงขึ้นในอนาคต ธปท. ยังมีพื้นที่นโยบายการเงิน (Policy Space) ที่สามารถปรับลดดอกเบี้ยลงเพื่อประคองเศรษฐกิจได้เหมือนในอดีต ขณะที่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะต้องเกิดจากการที่เศรษฐกิจเข้มแข็งและปรับดีขึ้นจริง ไม่ใช่การถูกบังคับให้ขึ้น (Forced) เนื่องจากแรงกดดันเงินเฟ้อพุ่งสูงหรือปัญหาเงินทุนไหลออก “หากเศรษฐกิจไทยทยอยฟื้นตัวต่อเนื่องและเข้มแข็งเพียงพอ กนง. เห็นว่าควรพิจารณาลดระดับความผ่อนคลายลง เพื่อสะสมพื้นที่นโยบายการเงิน (Policy Space) กลับคืนมา และลดผลข้างเคียงจากการคงดอกเบี้ยต่ำ โดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไปทีละสเต็ป ซึ่ง กนง. ไม่จำเป็นต้องรอให้เศรษฐกิจฟื้นตัวเต็มศักยภาพก่อนจึงค่อยขึ้นดอกเบี้ย แต่หากประเมินว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มจะเข้าสู่ศักยภาพในอีกไม่กี่ไตรมาสข้างหน้า ก็สามารถทยอยปรับขึ้นล่วงหน้าได้” ขณะที่การประเมินผลกระทบจากน้ำท่วม เมื่อคำนวณผลกระทบสุทธิ หลังหักผลจากกิจกรรมการซ่อมแซมและการสร้างใหม่ (Repair & Rebuild) แล้ว พบว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจจริงมีน้อยกว่า 0.1% ของจีดีพี โดยจากการติดตามดัชนีความเชื่อมั่นพบว่าฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับช่วงที่เกิดสงคราม ทั้งนี้ ผลกระทบจากน้ำท่วมได้ถูกรวมไว้ในประมาณการเศรษฐกิจแล้ว โดยประเมินว่าความเสี่ยงเอนเอียงไปทางด้านอัตราเงินเฟ้อมากกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ นายดอนกล่าวต่อว่า กนง. กำลังติดตามภาวะตลาดแรงงานอย่างใกล้ชิด สอดคล้องกับภาพรวมจากการประชุม IMF ที่ประเมินว่า เศรษฐกิจในยุคที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI จะมีตัวเลขการเติบโตโดยรวมสูงขึ้น แต่ผลประโยชน์ต่อตลาดแรงงานอาจไม่ดีเท่าที่ควร เนื่องจากเกิดการกระจุกตัว ประกอบกับภาคครัวเรือนของไทยมีความเปราะบางมาก่อนหน้า ทั้งนี้ ตัวเลขผู้ขอรับสิทธิ์ว่างงานตามมาตรา 38 ล่าสุดเริ่มย่อตัวลงเล็กน้อย หากลดลงได้ต่อเนื่องจะแสดงว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจเริ่มกระจายมาสู่ภาคแรงงานมากขึ้น ประเมินส่งออกโตแรงพุ่งเป็น 22% ขณะที่มูลค่าการส่งออกในปีนี้ถูกปรับเพิ่มเป็น 22% จากเดิม 14% ส่วนปี 2570 คาดว่าอยู่ที่ 15% จากเดิม 4.6% โดยเมื่อเห็นตัวเลขดังกล่าวจึงไม่แปลกใจที่จะปรับประมาณการเศรษฐกิจของประเทศไทยใหม่ ขณะที่มูลค่าการนำเข้าปรับเพิ่มขึ้นมาก เข้ามาตัดทอนผลบวกสุทธิของจีดีพี สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัด ปีนี้คาดว่าอยู่ในระดับสมดุล ส่วนปีหน้าประเมินว่าจะกลับมาเกินดุลเพิ่มขึ้นจาก 8 พันล้านดอลลาร์ เป็น 18 พันล้านดอลลาร์ ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง แต่ปัจจัยพื้นฐานยังแข็งแกร่ง ขณะที่ภาพรวมค่าเงินบาทของประเทศไทย เมื่อเทียบกับต้นปี เงินบาทอ่อนค่าลงประมาณ 7% กว่า แต่เมื่อเทียบกับการประชุม กนง. ครั้งก่อน อ่อนค่าลงประมาณ 2% โดยการอ่อนค่าของเงินบาทไม่ได้เกินกว่าที่จะอธิบายได้ด้วยปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ อีกทั้งเมื่อประเมินตั้งแต่ต้นปี ตลาดหุ้นไทยยังคงเป็นตลาดเดียวในภูมิภาคที่มีเงินทุนไหลเข้าสุทธิ ส่วนตลาดพันธบัตร แม้ความดึงดูดใจจะลดลง แต่ยังคงมีเงินทุนไหลเข้าสุทธิ อีกทั้งเงินทุนสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับสูง “การที่เงินทุนไหลออกจากประเทศในภูมิภาค เช่น ฟิลิปปินส์ หรืออินโดนีเซีย ไม่ได้เกิดจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเป็นหลัก แต่เกิดจากความไม่เชื่อมั่นในปัจจัยพื้นฐาน เช่น ปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดหรือฐานะทางการคลัง สำหรับไทย สิ่งสำคัญคือความเชื่อมั่นต่อฐานะทางการคลัง ซึ่งที่ผ่านมา มีการปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือขึ้นด้วยซ้ำ จึงไม่ได้กังวลเรื่องส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่สวนทางกันมากนัก ส่วนประเทศสหรัฐฯ เงินเฟ้อยังอยู่สูงกว่ากรอบเป้าหมายและเศรษฐกิจขยายตัวได้ดี ทำให้ผู้ประกอบการส่งผ่านราคาได้ง่าย เงินเฟ้อจึงลดลงช้าและต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดูแล ต่างจากบริบทของประเทศไทย” นายดอน กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาพรวมยอดขายและการบริโภคภาคเอกชนในประเทศไทย ไม่ได้เติบโตสูงเท่าที่เคยประเมินไว้ กนง. จึงเห็นว่านโยบายการเงินแบบทั่วไปเริ่มมีข้อจำกัด และต้องมุ่งเน้นมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด เช่น โครงการ SME Credit Boost ซึ่งเห็นผลอย่างชัดเจน โดยใช้วงเงินเต็มจำนวนภายใน 10 เดือน มาตรการดังกล่าวเป็นหนึ่งในแนวทางช่วยให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจกระจายตัวทั่วถึงมากขึ้น ลดปัญหาการเติบโตแบบ K-shaped อ่านข่าวต้นฉบับ: กนง. ยอมรับดอกเบี้ยต่ำนานเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเกาะติดผลกระทบใกล้ชิด
กนง. ยอมรับดอกเบี้ยต่ำนาน เพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพ เกาะติดผลกระทบใกล้ชิด-พร้อมปรับขึ้นหาก ศก.ฟื้นตัวเต็มศักยภาพ นายดอ




Comentarios