จากทะเลทรายสู่ป่าเขียว ตำนาน 52 ปี ‘กองทัพหญิง’ ผู้ใช้ชีวิตแลกผืนป่าในจีน หญิงสาววัยเฉลี่ยเพียง 18 ปี จำนวน 54 คน สู่ภารกิจเปลี่ยนทะเลทรายให้กลายเป็นผืนป่าตลอด 52 ปี เรื่องราวกองกำลังหญิงแห่งอวี๋หลิน ผู้ใช้สองมือขุดดิน ปลูกต้นไม้ และต่อสู้กับพายุทราย จนสามารถฟื้นฟูพื้นที่แห้งแล้งกว่า 8,800 ไร่ พร้อมพาเดินทางสำรวจสวนแอปเปิ้ลกลางผืนทราย อีกหนึ่งภาพของการเปลี่ยนธรรมชาติให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ หากย้อนเวลากลับไปเมื่อครึ่งศตวรรษก่อน คงยากที่จะจินตนาการว่าผืนป่าสีเขียวที่ทอดยาวอยู่เบื้องหน้าในวันนี้ เคยเป็นทะเลทรายที่ผู้คนจำนวนไม่น้อยต้องยอมทิ้งบ้านเกิด เพราะไม่สามารถเอาชนะธรรมชาติได้ ที่นี่ไม่มีแม่น้ำสายใหญ่ไหลผ่านตลอดปี ไม่มีผืนดินอุดมสมบูรณ์รอให้หว่านเมล็ดพันธุ์ มีเพียงเม็ดทรายที่เคลื่อนตัวไปตามแรงลม และความไม่แน่นอนว่าเมื่อถึงฤดูเพาะปลูกครั้งต่อไป ที่ดินทำกินจะยังคงอยู่ที่เดิมหรือไม่ แต่เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1974 หญิงสาวชาวจีน 54 คน ซึ่งมีอายุเฉลี่ยเพียง 18 ปี กลับตัดสินใจทำในสิ่งที่หลายคนคิดว่าเป็นไปไม่ได้ นั่นคือการเดินเข้าสู่ทะเลทราย เพื่อเปลี่ยนมันให้กลายเป็นผืนป่า พวกเธอไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม ไม่มีเครื่องจักรขนาดใหญ่ และไม่ได้มีเทคโนโลยีทันสมัยเป็นเครื่องมือ สิ่งที่มีคือพลั่ว รถเข็น และแรงกายของหญิงสาวที่ยังอยู่ในวัยเริ่มต้นชีวิต จากคนรุ่นแรกเพียง 54 คน ภารกิจดังกล่าวถูกส่งต่อมาถึงคนรุ่นหลัง กลายเป็นประวัติศาสตร์การฟื้นฟูระบบนิเวศที่ดำเนินมายาวนานกว่า 5 ทศวรรษ วันที่ 23 ตุลาคม 2026 ผู้สื่อข่าวประชาชาติธุรกิจมีโอกาสเดินทางมายัง เมืองอวี๋หลิน (Yulin) มณฑลส่านซี ทางตอนเหนือของประเทศจีน ในโครงการ Wow Trip Series ซึ่งจัดโดย China Daily เพื่อสำรวจพื้นที่ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นแนวหน้าของการต่อสู้ระหว่างมนุษย์กับทะเลทราย และพบว่าเรื่องราวของสถานที่แห่งนี้ไม่ได้มีเพียงต้นไม้ที่เพิ่มขึ้น แต่ยังมีประวัติศาสตร์ของผู้หญิงกลุ่มหนึ่งซ่อนอยู่ใต้ผืนดิน ทะเลทรายที่กลืนกินหมู่บ้าน นครอวี๋หลินตั้งอยู่บริเวณรอยต่อระหว่างที่ราบสูงดินเหลือง (Loess Plateau) กับพื้นที่ทรายเหมาอูซู่ (Mu Us Sandy Land) ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญของการควบคุมการแปรสภาพเป็นทะเลทรายทางตอนเหนือของจีน ความท้าทายของภูมิภาคนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมที่สะสมมายาวนาน ทั้งสภาพภูมิอากาศแห้งแล้ง การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน และการเสื่อมโทรมของพืชพรรณ ข้อมูลจากคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน (NDRC) ระบุว่า ในช่วงประมาณหนึ่งศตวรรษก่อนการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อปี 1949 พื้นที่อวี๋หลินมีเมือง 6 แห่ง และหมู่บ้านกว่า 400 แห่งที่ถูกทรายทับถมจนได้รับผลกระทบอย่างหนัก ในบางพื้นที่ ทรายสะสมสูงจนถึงแนวกำแพงเมือง ขณะที่ชุมชนเกษตรกรรมต้องเผชิญกับปัญหาผลผลิตเสียหายและการย้ายถิ่นฐาน หนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงคือปู้หลางเหอ (Bulanghe) ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของพื้นที่ทรายเหมาอูซู่ ห่างจากเขตเมืองอวี๋หลินราว 65 กิโลเมตร ในอดีต พื้นที่กว่า 80% ของชุมชนแห่งนี้ถูกทรายรุกล้ำ การเพาะปลูกเป็นไปอย่างยากลำบาก ลมพายุสามารถพัดทรายเข้าทับถมพื้นที่เกษตรกรรม และบางครอบครัวจำเป็นต้องเดินทางออกจากบ้านเกิดเพื่อหาเลี้ยงชีพ สำหรับคนในเมืองใหญ่ ทะเลทรายอาจเป็นสถานที่ท่องเที่ยว แต่สำหรับชาวบ้านที่นี่ ทะเลทรายเคยหมายถึงการสูญเสียที่ดินทำกินและความมั่นคงของชีวิต 54 หญิงสาววัย 18 ปี กับภารกิจที่ผู้ชายยังตั้งคำถาม ประวัติศาสตร์หน้าใหม่เริ่มต้นขึ้นในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1974 เมื่อหญิงสาวจำนวน 54 คนรวมตัวกันจัดตั้งหน่วยที่มีชื่อว่า ฉางเฉิงกูเหนียงจื้อซาเหลียน (长城姑娘治沙连) หรือกองร้อยหญิงสาวแห่งกำแพงเมืองจีนเพื่อควบคุมทะเลทราย ต่อมาหน่วยดังกล่าวพัฒนาเป็นกองกำลังสตรีควบคุมทะเลทรายปู้หลางเหอ (补浪河女子民兵治沙连) ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน การจัดตั้งหน่วยเกิดขึ้นภายใต้การรณรงค์ปลูกป่าและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมของจีน โดยหญิงสาวเหล่านี้สมัครเข้าร่วมภารกิจที่มีรูปแบบการจัดองค์กรแบบกองกำลังอาสาสมัคร หนึ่งในผู้เข้าร่วมรุ่นแรกคือ ถงจวิน (Tong Jun) หญิงสาววัย 18 ปี ซึ่งขณะนั้นเป็นเยาวชนที่ถูกส่งไปทำงานในชนบท บันทึกจาก NDRC ระบุว่า ในตอนแรกเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นไม่มั่นใจว่าหญิงสาวรูปร่างเล็กจะสามารถทนต่อสภาพการทำงานในทะเลทรายได้ แต่ถงจวินยืนยันความตั้งใจด้วยการเขียนข้อความอาสาเข้าร่วมภารกิจ ก่อนจะกลายเป็นผู้บังคับบัญชาคนแรกของหน่วย ในยุคที่การขุดดินและงานก่อสร้างขนาดใหญ่ถูกมองว่าเป็นงานของผู้ชาย การปรากฏตัวของหญิงสาวหลายสิบคนพร้อมพลั่วและรถเข็นจึงกลายเป็นภาพที่สร้างทั้งความประหลาดใจและความสงสัย คำถามสำคัญในเวลานั้นไม่ใช่เพียงพวกเธอจะปลูกต้นไม้ได้กี่ต้น แต่เป็นคำถามว่าผู้หญิงกลุ่มนี้จะสามารถอยู่รอดในพื้นที่ที่แม้แต่เกษตรกรผู้ชำนาญยังต้องยอมถอยได้หรือไม่ ไม่มีบ้าน ไม่มีน้ำ แต่ต้นไม้ต้องรอด สิ่งที่หญิงสาวทั้ง 54 คนเผชิญหลังเดินทางเข้าสู่พื้นที่ปู้หลางเหอ ไม่ใช่ภาพทะเลทรายสวยงามอย่างที่ปรากฏในโปสต์การ์ดท่องเที่ยว แต่เป็นพื้นที่ที่การขุดหลุมปลูกต้นไม้เพียงหลุมเดียวอาจกลายเป็นงานที่ต้องทำซ้ำหลายครั้ง เพราะเมื่อลมพัดผ่าน ทรายก็ไหลกลับลงไปในหลุมที่เพิ่งขุดเสร็จ ต้นกล้าที่เพิ่งปลูกอาจถูกลมแรงพัดจนหัก น้ำที่นำมารดต้นไม้ซึมหายลงไปในทรายอย่างรวดเร็ว และการเดินเท้าบนเนินทรายทำให้ใช้พลังงานมากกว่าการเดินบนพื้นดินทั่วไป ข้อมูลจากสำนักงานป่าไม้และทุ่งหญ้าแห่งชาติจีนระบุว่า ในช่วงแรกหญิงสาวเหล่านี้ไม่มีที่พักถาวร จึงต้องสร้างเพิงจากกิ่งหลิวและดินเหนียว เครื่องมือจำนวนหนึ่งนำมาจากบ้านของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นพลั่ว รถเข็น หรืออุปกรณ์ขนส่งพื้นฐาน บางวันพวกเธอต้องเดินทางข้ามเนินทรายหลายสิบลูกเพื่อขนกิ่งไม้ที่ใช้ในการควบคุมทราย ก่อนกลับมาลงมือปลูกต้นไม้ต่อ ความยากลำบากไม่ได้จบลงเมื่อปลูกต้นไม้สำเร็จ เพราะต้นไม้ที่รอดชีวิตในปีแรกอาจตายลงในปีถัดไปจากความแห้งแล้ง ลมแรง หรือสภาพดินที่ไม่เหมาะสม การควบคุมทะเลทรายจึงไม่ใช่งานที่สามารถประกาศชัยชนะได้หลังสิ้นสุดฤดูปลูกต้นไม้ แต่เป็นภารกิจที่ต้องกลับมาดูแลซ้ำแล้วซ้ำเล่า 52 ปีผ่านไป ทะเลทรายกว่า 8,800 ไร่ กลายเป็นพื้นที่ฟื้นฟูสีเขียว เมื่อเวลาผ่านไป ผลงานของกองกำลังหญิงสามารถวัดผลได้จากการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่จริง กองกำลังแห่งนี้มีผู้หญิงเข้าร่วมสืบทอดภารกิจมากกว่า 480 คน ผ่านผู้บังคับบัญชา 15 รุ่น สามารถปรับสภาพเนินทรายกว่า 800 แห่ง สร้างแนวป่าป้องกันลมและทราย 33 แนว และฟื้นฟูพื้นที่ทะเลทรายสะสม 14,225 หมู่จีน หรือประมาณ 8,891 ไร่ นอกจากนี้ยังมีการขุดคลองส่งน้ำยาว 35 กิโลเมตร ปลูกสนกว่า 3,000 หมู่จีน และปลูกต้นหลิวกับต้นป็อปลาร์รวมประมาณ 350,000 ต้น ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าทะเลทรายทั้งหมดในอวี๋หลินถูกเปลี่ยนเป็นป่าโดยกองกำลังหญิงเพียงหน่วยเดียว เพราะการฟื้นฟูพื้นที่ทรายเหมาอูซู่เป็นผลจากการทำงานของภาครัฐ ชุมชน และหน่วยงานอีกจำนวนมาก แต่ผลงานของหญิงสาวแห่งปู้หลางเหอถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมระดับชุมชนที่ดำเนินต่อเนื่องมาหลายชั่วอายุคน จากพลั่วในมือหญิงสาว สู่ป้ายต้นไม้ในมือผู้มาเยือน การเดินทางมาถึงพื้นที่ปู้หลางเหอในช่วงเช้าของวันที่ 23 ตุลาคม ทำให้เรื่องราวจากเอกสารประวัติศาสตร์กลายเป็นสิ่งที่สามารถมองเห็นและสัมผัสได้ ต้นไม้ที่ขึ้นเรียงรายตามแนวพื้นที่ทรายทำให้ภูมิประเทศดูแตกต่างจากภาพจำของทะเลทรายที่มีเพียงเนินทรายโล่งกว้าง กิจกรรมหนึ่งที่คณะผู้เดินทางได้เข้าร่วมคือการเรียนรู้วิธีสร้างแนวป้องกันทรายด้วยวัสดุธรรมชาติ และการเขียนข้อความบนป้ายรับรองต้นไม้ หรือ Tree Adoption Sign แผ่นป้ายสีเขียวขนาดเล็กถูกส่งต่อไปยังผู้ร่วมกิจกรรมจากหลากหลายประเทศ แต่ละคนสามารถเขียนข้อความหรือคำอวยพรลงไป ก่อนนำไปผูกไว้กับต้นไม้ในพื้นที่ บางคนเขียนชื่อของตัวเอง บางคนฝากความหวังถึงอนาคต และบางคนใช้ต้นไม้เป็นตัวแทนของความสัมพันธ์ที่อยากให้เติบโตอย่างมั่นคง หนึ่งในข้อความภาษาเยอรมันที่ปรากฏบนป้ายมีใจความว่า ผู้เขียนหวังว่าจะได้พบผู้หญิงสักคนและเติบโตเคียงข้างกันอย่างเข้มแข็ง เช่นเดียวกับความผูกพันระหว่างป้ายกับต้นไม้ ความน่าสนใจอยู่ตรงที่กิจกรรมเล็ก ๆ นี้เกิดขึ้นบนพื้นที่ซึ่งครั้งหนึ่งหญิงสาวอีกกลุ่มต้องใช้แรงกายมหาศาลเพื่อให้ต้นไม้เพียงต้นเดียวสามารถเติบโตได้ เมื่อ 52 ปีก่อน ผู้หญิงเหล่านั้นปลูกต้นไม้เพื่อรักษาที่ดินและบ้านเกิดของตนเอง วันนี้ ผู้คนจากต่างประเทศเดินทางมาผูกป้ายไว้กับต้นไม้เพื่อฝากความทรงจำ ระหว่างสองช่วงเวลามีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือการฝากความหวังบางอย่างไว้กับสิ่งมีชีวิตที่ต้องใช้เวลาหลายปีจึงจะเติบโต ทะเลทรายกลายเป็นสวนแอปเปิ้ล ช่วงบ่ายของวันเดียวกัน คณะเดินทางมุ่งหน้าไปยังสวนแอปเปิ้ลทรายเหิงซาน (Hengshan Desert Apple Orchard) อีกหนึ่งจุดหมายที่ทำให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติ การเกษตร และเศรษฐกิจท้องถิ่น หากพื้นที่ปู้หลางเหอเป็นเรื่องราวของการต่อสู้เพื่อให้ต้นไม้มีชีวิตรอด สวนแอปเปิ้ลแห่งนี้ก็คือเรื่องราวของการทำให้ต้นไม้กลายเป็นแหล่งรายได้ แอปเปิ้ลสีแดงที่ห้อยอยู่ตามกิ่งก้านสร้างภาพที่แตกต่างจากภูมิประเทศแห้งแล้งซึ่งผู้คนมักเชื่อมโยงกับจีนตอนเหนือ ผู้ร่วมเดินทางมีโอกาสทดลองเก็บผลแอปเปิ้ลด้วยตนเอง และชิมรสชาติของผลไม้สดจากสวน เนื้อแอปเปิ้ลมีความกรอบแน่น รสหวานนำและมีความเปรี้ยวแทรกอยู่เล็กน้อย เป็นผลไม้ที่ให้ความสดชื่นอย่างน่าประหลาดใจเมื่อคิดถึงสภาพภูมิประเทศโดยรอบ อย่างไรก็ตาม การปลูกแอปเปิ้ลในพื้นที่แห้งแล้งไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะมีแสงแดดมากเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยการจัดการน้ำ การเลือกพันธุ์พืช และการดูแลดินอย่างเหมาะสม พื้นที่เพาะปลูกที่สามารถสร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจจึงเป็นอีกมิติหนึ่งของการพัฒนาภูมิภาคนี้ โดยไม่จำเป็นต้องมองว่าพื้นที่สวนแอปเปิ้ลทุกแห่งเกิดขึ้นจากโครงการฟื้นฟูทะเลทรายเดียวกัน แอปเปิ้ลหนึ่งผลจึงมีความหมายมากกว่าของฝากจากการเดินทาง เพราะเบื้องหลังผลไม้ที่ดูธรรมดาคือกระบวนการผลิตที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับข้อจำกัดของธรรมชาติ เมื่อผืนป่ากลายเป็นห้องเรียน และประวัติศาสตร์กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ พื้นที่ปู้หลางเหอไม่ได้ถูกเก็บรักษาไว้ในฐานะอนุสรณ์สถานของอดีตเท่านั้น แต่ยังได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ข้อมูลจากสำนักงานศึกษาประวัติศาสตร์พรรคและพงศาวดารท้องถิ่นนครอวี๋หลิน ระบุว่า พื้นที่แห่งนี้ได้รับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับ AAA ของจีน โดยมีทั้งนิทรรศการประวัติศาสตร์กองกำลังหญิง พื้นที่เรียนรู้การเกษตร เส้นทางศึกษาธรรมชาติ และกิจกรรมท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับการฟื้นฟูทะเลทราย พื้นที่ท่องเที่ยวเริ่มเปิดดำเนินการในเดือนกรกฎาคม 2014 และได้รับการพัฒนาเพื่อสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจควบคู่กับการอนุรักษ์ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้สถานที่ซึ่งเคยเป็นพื้นที่ทำงานหนักของหญิงสาว กลายเป็นจุดหมายที่ผู้คนเดินทางมาเรียนรู้ว่าเหตุใดทะเลทรายจึงขยายตัว และมนุษย์สามารถชะลอการเคลื่อนตัวของทรายได้อย่างไร ที่สำคัญ ผู้มาเยือนไม่ได้เห็นเพียงผลลัพธ์ที่เป็นต้นไม้สีเขียว แต่ยังสามารถเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของแรงงานหญิงซึ่งมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศแห่งนี้ สำหรับเมืองที่เคยต้องต่อสู้กับการสูญเสียพื้นที่ทำกิน การนำประวัติศาสตร์การฟื้นฟูธรรมชาติมาพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้และการท่องเที่ยว นับเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการสร้างมูลค่าจากทรัพยากรที่มีอยู่ ผู้คนเดินทางมาหาทราย การเดินทางวันที่ 23 ตุลาคมยังมีช่วงเวลาสำหรับการแลกเปลี่ยนความรู้และมุมมองทางวัฒนธรรม ก่อนปิดท้ายด้วยการชมทัศนียภาพยามเย็นของนครอวี๋หลิน เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลง ภาพเมืองที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้นึกถึงประวัติศาสตร์ของพื้นที่แห่งนี้ ซึ่งเคยเป็นเมืองชายแดนสำคัญทางตอนเหนือของจีน และต้องเผชิญทั้งความท้าทายทางการทหาร การค้า และสภาพแวดล้อมมาอย่างยาวนาน กำแพงเมืองและสิ่งปลูกสร้างเก่าแก่บอกเล่าเรื่องราวการป้องกันดินแดนในอดีต ขณะที่แนวป่าและพื้นที่เกษตรกรรมในปัจจุบันบอกเล่าการต่อสู้อีกประเภทหนึ่ง นั่นคือการรักษาพื้นที่ให้มนุษย์สามารถอยู่อาศัยต่อไปได้ แต่หากต้องเลือกภาพหนึ่งที่อธิบายความเปลี่ยนแปลงของอวี๋หลินได้ดีที่สุด ภาพนั้นอาจไม่ใช่ทิวทัศน์ของป่าสีเขียวหรือแอปเปิ้ลสีแดงสด หากเป็นภาพหญิงสาว 54 คนที่เดินเข้าสู่ทะเลทรายในปี 1974 พร้อมพลั่วในมือ โดยไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าภารกิจที่พวกเธอเริ่มต้นจะประสบความสำเร็จหรือไม่ เพราะต้นไม้ที่เห็นในวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการตัดสินใจเพียงครั้งเดียว แต่เป็นผลจากการทำงานของผู้คนหลายรุ่นที่ยอมรับว่าการฟื้นฟูธรรมชาติต้องใช้เวลา และเมื่อย้อนมองตัวเลขพื้นที่ฟื้นฟูกว่า 8,800 ไร่ ตลอดจนแนวป่าป้องกันทรายที่สร้างขึ้นหลายสิบแนว สิ่งเหล่านี้อาจเป็นหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดว่าแรงงานของผู้หญิงกลุ่มเล็ก ๆ สามารถมีส่วนเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศได้จริง ครั้งหนึ่งผู้คนต้องเดินทางออกจากปู้หลางเหอเพราะทะเลทรายกำลังรุกคืบ แต่วันนี้ผู้คนกลับเดินทางมายังปู้หลางเหอ เพื่อดูว่าทะเลทรายถูกเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างไร และเบื้องหลังความเปลี่ยนแปลงนั้น ไม่ได้มีเพียงเรื่องราวของต้นไม้ แต่มีชีวิตวัยสาวของผู้หญิงหลายร้อยคนที่ร่วมกันเขียนประวัติศาสตร์เอาไว้บนผืนทราย อ่านข่าวต้นฉบับ: เมืองสตรีสร้าง ‘อวี๋หลิน’ ทะเลทรายที่กลายเป็นป่า จากจีนเหนือ
จากทะเลทรายสู่ป่าเขียว ตำนาน 52 ปี ‘กองทัพหญิง’ ผู้ใช้ชีวิตแลกผืนป่าในจีน หญิงสาววัยเฉลี่ยเพียง 18 ปี จำนวน 54 คน สู่ภาร






Comentarios