โลกจ้างงานเปลี่ยน ‘กาญจนา’ เปิด 4 โจทย์คุ้มครองแรงงานยุคใหม่ ย้ำกฎหมายต้องตามให้ทันเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ที่กระทรวงแรงงาน น.ส.กาญจนา พูลแก้ว อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ปาฐกถาพิเศษ ในงานสัมมนาเนื่องใน วันนิคม จันทรวิทุร ครั้งที่ 24 ประจำปี 2569 ภายใต้หัวข้อ “มาตรฐานแรงงานสากลและสถาบันไตรภาคีไทยในสังคมประชาธิปไตย คุณค่า การปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงาน ปัญหาท้าทาย และแนวทางการปฏิรูปไตรภาคี” เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการยกระดับมาตรฐานแรงงานไทยให้สอดคล้องกับหลักสากล ตลอดจนทบทวนบทบาทและการทำงานของกลไกไตรภาคี ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดนโยบายด้านแรงงาน โดยมี ผู้แทนภาครัฐ องค์กรนายจ้าง ลูกจ้าง นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงานเข้าร่วม น.ส.กาญจนา กล่าวว่า สถานการณ์แรงงานในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของโลกและระบบเศรษฐกิจ โดยต้องพิจารณาถึงกลุ่มคนทำงานที่มีรูปแบบการจ้างงานแตกต่างจากเดิม ซึ่งมีทั้งกลุ่มที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานอย่างเต็มรูปแบบ กลุ่มที่ได้รับความคุ้มครองเพียงบางส่วน และกลุ่มที่อยู่นอกขอบเขตการคุ้มครองของกฎหมาย โดยยกตัวอย่างแรงงาน 4 กลุ่มที่สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว กลุ่มที่ 1 คือ แรงงานแพลตฟอร์ม หรือไรเดอร์ ซึ่งถือเป็นแรงงานอิสระและอยู่ในกลุ่มแรงงานนอกระบบ โดยคนทำงานกลุ่มนี้ไม่ได้มีสถานะเป็นนายจ้างหรือลูกจ้างอย่างชัดเจนตามสัญญาจ้างทั่วไป แต่เป็นผู้สมัครลงทะเบียนเข้าสู่ระบบแพลตฟอร์ม เมื่อมีงานเข้ามาก็สามารถกดรับงานและให้บริการได้ จึงเกิดคำถามว่าแรงงานกลุ่มนี้ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายหรือจากแพลตฟอร์มอย่างไร นอกจากไรเดอร์แล้ว ยังมีแรงงานอิสระในอาชีพอื่น เช่น ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง และอาชีพที่มีรูปแบบการทำงานใกล้เคียงกัน ซึ่งเป็นกลุ่มแรงงานที่เกิดขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบัน กลุ่มที่ 2 คือ แรงงานประมง โดยปัจจุบันแรงงานไทยเข้าไปทำงานในภาคประมงลดลง โดยเฉพาะแรงงานบนเรือประมง ขณะที่เรือประมงไทยที่ออกไปทำประมงนอกน่านน้ำระหว่างประเทศ จากเดิมที่เคยมีจำนวนหลายสิบลำ ปัจจุบันเหลือเพียง 1 ลำเท่านั้น จึงเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป “แรงงานประมงยังได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองแรงงานประมง กฎกระทรวงคุ้มครองแรงงานประมง รวมถึงสิทธิจากกองทุนเงินทดแทนในกรณีประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน เช่น พลัดตกจากเรือ หรือเกิดปัญหาด้านความปลอดภัยระหว่างปฏิบัติงาน นอกจากนี้ ยังมีมาตรการตรวจเรือ ตรวจสอบสภาพการจ้าง และสัญญาจ้าง เพื่อให้แรงงานกลุ่มนี้ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย” น.ส.กาญจนา กล่าว และว่า การคุ้มครองแรงงานประมงอาจไม่ได้ครอบคลุมสิทธิประโยชน์ทั้งหมดเหมือนแรงงานที่อยู่ในระบบตามพ.ร.บ.แรงงานทั่วไป โดยเฉพาะประเด็นค่าชดเชยและสิทธิประโยชน์บางประการที่ยังไม่ได้รับความคุ้มครองอย่างครบถ้วน น.ส.กาญจนา กล่าวต่อว่า กลุ่มที่ 3 คือ แรงงานหญิง ซึ่งถือเป็นแรงงานจำนวนมากในตลาดแรงงาน โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและโรงงาน ซึ่งพ.ร.บ.แรงงานมีบทบัญญัติเฉพาะสำหรับการคุ้มครองแรงงานหญิง ทั้งในเรื่องสภาพการทำงานและความปลอดภัยในการทำงาน รวมถึงสิทธิประโยชน์จากระบบประกันสังคม นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงสิทธิประโยชน์ด้านแรงงานให้สอดคล้องกับบริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยในช่วงปลายปี 2568 มีการปรับเพิ่มสิทธิการลาคลอดของแรงงานหญิงจากเดิม 98 วัน เป็น 120 วัน “ขณะเดียวกัน ยังมีการเพิ่มสิทธิให้คู่สมรสสามารถลาเพื่อช่วยเลี้ยงดูบุตรได้ โดยปรับถ้อยคำจากเดิมที่ใช้คำว่าสามีหรือภรรยา ให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติสมรสเท่าเทียม ซึ่งใช้คำว่าคู่สมรส การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาสิทธิแรงงานให้สอดคล้องกับสภาพสังคม และเป็นการยกระดับการคุ้มครองที่มากกว่าหลักเกณฑ์บางประการตามอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองความเป็นมารดา” น.ส.กาญจนา กล่าว น.ส.กาญจนา กล่าวต่อว่า กลุ่มที่ 4 คือ ลูกจ้างทำงานบ้านในครัวเรือนที่ไม่ได้มีลักษณะเป็นกิจการทางธุรกิจ ซึ่งเป็นแรงงานอีกกลุ่มที่มีประเด็นด้านการคุ้มครองที่ต้องให้ความสำคัญ แม้จะได้รับสิทธิในเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ แต่ยังมีคำถามเกี่ยวกับสภาพการทำงาน เช่น ต้องทำงานตั้งแต่เวลาใดถึงเวลาใด มีเวลาพักหรือไม่ รวมถึงการตรวจสอบว่าครัวเรือนแต่ละแห่งมีการจ้างคนทำงานบ้านจำนวนเท่าใด ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากสถานที่ทำงานเป็นบ้านพักอาศัยส่วนบุคคล ไม่ใช่สถานประกอบการทั่วไปที่เจ้าหน้าที่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ตามปกติ นอกจากนี้ ปัจจุบันลูกจ้างทำงานบ้านไม่ได้มีเฉพาะแรงงานไทยเท่านั้น แต่ยังมีแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะแรงงานจากเมียนมาและกัมพูชา ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณาด้วยว่าแรงงานกลุ่มนี้ได้รับความคุ้มครองและเข้าถึงสิทธิตามกฎหมายมากน้อยเพียงใด “ทั้ง 4 กลุ่มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แรงงานในปัจจุบันมีความหลากหลายและมีสถานะการจ้างงานแตกต่างกัน บางกลุ่มได้รับสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองอย่างเต็มที่ บางกลุ่มได้รับเพียงบางส่วน ขณะที่บางกลุ่มยังอยู่นอกขอบเขตการคุ้มครองของกฎหมาย จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องพิจารณาว่าจะปรับปรุงกฎหมายแรงงานให้ครอบคลุมคนทำงานทุกกลุ่มได้อย่างไร” น.ส.กาญจนา กล่าว น.ส.กาญจนา กล่าวว่า พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งเป็นกฎหมายหลักที่ใช้มาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีการแก้ไขเพิ่มเติมมาแล้วถึงฉบับที่ 9 สะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตามสภาพการจ้าง สภาพการทำงาน และระบบเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะกฎหมายบางเรื่องซึ่งมีลักษณะเป็นการกำหนดร่วมกันระหว่าง 3 ฝ่าย หรือระบบไตรภาคี อาจไม่สามารถปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์และรูปแบบการทำงานที่เกิดขึ้นใหม่ “สำหรับการจัดงานสัมมนาเพื่อรำลึกถึงนิคม จันทรวิทุร ในครั้งนี้ หากพิจารณาจากประวัติของท่านจะพบว่าเกิดเมื่อปี 2468 สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศ โดยมีความรู้ความเชี่ยวชาญทั้งด้านการบริหารสังคม เศรษฐกิจ และแรงงาน ถือเป็นผู้บุกเบิกงานด้านแรงงานและสังคมสงเคราะห์ของประเทศไทยหลายด้าน รวมถึงมีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ซึ่งมีส่วนขับเคลื่อนงานด้านสังคมสงเคราะห์ของประเทศมาจนถึงปัจจุบัน” น.ส.กาญจนา กล่าว น.ส.กาญจนา กล่าวว่า สำหรับทิศทางการดำเนินงานด้านมาตรฐานแรงงานและการนำมาประยุกต์ใช้ในประเทศไทยนั้น จำเป็นต้องพิจารณาถึงความก้าวหน้าของประเทศบนเส้นทางการยกระดับมาตรฐานแรงงาน โดยเป้าหมายของการดำเนินงานไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการทำให้ผู้ประกอบการรับทราบและปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญที่ต้องมุ่งหวังคือการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนทำงานให้ดีขึ้นอย่างแท้จริง
โลกจ้างงานเปลี่ยน ‘กาญจนา’ เปิด 4 โจทย์คุ้มครองแรงงานยุคใหม่ ย้ำกฎหมายต้องตามให้ทันเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ที่กระ




Comentarios