เกียรตินาคินภัทร ชี้ตลาดคาดรีพับลิกันเสียเสียงข้างมากในสภาล่าง สกัดทรัมป์ดันกฎหมายช่วง 2 ปีท้าย เสี่ยงชัตดาวน์-ปมเพดานหนี้ ขณะที่สงครามค้ายังเดินหน้าต่อได้ เตือนเงินทุนไหลเข้าตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทยชะลอตัว ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เปิดเผยว่า การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐเป็นประเด็นที่ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังจับตา โดยปัจจุบันตลาดค่อนข้างคาดการณ์ไว้แล้วว่า พรรครีพับลิกันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีแนวโน้มสูญเสียเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร หรือสภาล่าง ขณะที่ผลการเลือกตั้งวุฒิสภา หรือสภาบน ยังมีความไม่แน่นอน ทั้งนี้ หากพรรครีพับลิกันสูญเสียเสียงข้างมากในสภาล่าง จะส่งผลให้การบริหารประเทศในช่วง 2 ปีหลังของประธานาธิบดีทรัมป์เผชิญข้อจำกัดมากขึ้น โดยเฉพาะการผลักดันกฎหมายสำคัญที่จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ต่างจากช่วง 2 ปีแรกที่พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา ทำให้รัฐบาลสามารถผลักดันนโยบายสำคัญได้ รวมถึงกฎหมายด้านภาษีและการใช้จ่ายภาครัฐ หรือ One Big Beautiful Bill สำหรับผลกระทบสำคัญมี 2 ประเด็น ได้แก่ ความเสี่ยงที่สหรัฐจะกลับมาเผชิญปัญหาการผ่านงบประมาณ ซึ่งอาจนำไปสู่การปิดหน่วยงานรัฐบาลชั่วคราว (Government Shutdown) รวมถึงความขัดแย้งเกี่ยวกับการปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ (Debt Ceiling) อีกประเด็นคือข้อจำกัดในการปรับเปลี่ยนนโยบายงบประมาณและการผลักดันกฎหมายใหม่ ซึ่งจะทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องหันไปใช้อำนาจฝ่ายบริหาร (Executive Power) มากขึ้นในช่วงเวลาที่เหลือของการดำรงตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม แม้การสูญเสียเสียงข้างมากในสภาคองเกรสจะจำกัดความสามารถในการออกกฎหมาย แต่ไม่ได้หมายความว่าทรัมป์จะไม่สามารถดำเนินนโยบายสงครามการค้าได้ เนื่องจากมาตรการทางการค้าหลายส่วนที่ผ่านมาอาศัยอำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่แล้ว รวมถึงมาตรา 301 ขณะที่ทรัมป์อาจเดินหน้าใช้มาตรการทางการค้าที่ประกาศไว้เป็นเครื่องมือเจรจากับประเทศคู่ค้า เพื่อผลักดันการจัดทำข้อตกลงทางการค้าให้แล้วเสร็จ โดยไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายใหม่ นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลทรัมป์จะให้ความสำคัญกับนโยบายผ่อนคลายกฎระเบียบ (Deregulation) มากขึ้น โดยเฉพาะกฎเกณฑ์เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) พลังงาน และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นประเด็นที่พรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตมีมุมมองแตกต่างกัน ส่วนกรณีที่พรรครีพับลิกันสูญเสียเสียงข้างมากทั้งสองสภา อาจทำให้ประเด็นการถอดถอนประธานาธิบดี (Impeachment) กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ตลาดได้สะท้อนความคาดหวังต่อการสูญเสียเสียงข้างมากในสภาล่างไปพอสมควรแล้ว ขณะที่กรณีรีพับลิกันสามารถรักษาเสียงข้างมากทั้งสองสภาได้ จะถือเป็นผลการเลือกตั้งที่สร้างความประหลาดใจต่อตลาดอย่างมาก ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า สำหรับผลกระทบต่อตลาดทุนไทย ความเสี่ยงหลักไม่ได้มาจากผลการเลือกตั้งสหรัฐโดยตรง แต่เป็นผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ หากเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัว ขณะที่อัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น จะเป็นสภาวะที่ไม่เอื้ออำนวยต่อตลาดหุ้น เนื่องจากนักลงทุนต้องการเห็นเศรษฐกิจเติบโตควบคู่กับต้นทุนทางการเงินที่อยู่ในระดับต่ำ สถานการณ์ดังกล่าวอาจกระตุ้นให้นักลงทุนทั่วโลกลดความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน (De-risking) ส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ชะลอตัวลง และอาจกระทบตลาดหุ้นไทยด้วย ขณะเดียวกัน ยังต้องติดตามความเสี่ยงทางการคลังในยุโรป โดยเฉพาะประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างฝรั่งเศสและอิตาลี ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันจากความต้องการเพิ่มบริการสาธารณะของประชาชน สวนทางกับความต้องการของนักลงทุนในตลาดพันธบัตรที่ต้องการให้รัฐบาลควบคุมรายจ่าย ทั้งนี้ ประเมินว่าปัญหาดังกล่าวยังไม่ถึงขั้นทำให้เกิดความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ในระยะสั้น แต่ความขัดแย้งทางการเมืองและแรงกดดันด้านการคลังอาจทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น และกระทบความเชื่อมั่นในตลาดการเงินโลก สำหรับประเทศไทย แม้ผลกระทบโดยตรงจากปัญหายุโรปอาจไม่มากนัก แต่หากเกิดแรงขายสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก ตลาดทุนไทยก็มีโอกาสได้รับผลกระทบจากกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายเช่นเดียวกับประเทศอื่น อ่านข่าวต้นฉบับ: จับตาเลือกตั้งสหรัฐ ทรัมป์เสี่ยงเสียสภาล่าง หวั่นเงินทุนไหลเข้าไทยสะดุด

QUOTE · 引述
เกียรตินาคินภัทร ชี้ตลาดคาดรีพับลิกันเสียเสียงข้างมากในสภาล่าง สกัดทรัมป์ดันกฎหมายช่วง 2 ปีท้าย เสี่ยงชัตดาวน์-ปมเพดานหน