สหัสวัต สส.ชลบุรี พรรคประชาชน อัดรัฐบาลปล่อยเกียร์ว่างไม่ปกป้องอธิปไตย ชี้กองทัพทหารเมียนมาใช้อำนาจรุกรานพื้นที่ชายแดนจนกระทบการค้า-ประชาชนฝั่งไทย พร้อมจี้รื้อระบบศูนย์ CI หยุดเปิดช่องให้รัฐบาลทหารพม่าสวมสิทธิ์รีดเงินแรงงานกระทบโครงสร้างการจ้างงานและผู้ประกอบการไทย นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรียกร้องรัฐบาลไทยให้เร่งทบทวนมาตรการตอบโต้รัฐบาลทหารเมียนมา หลังพบพฤติกรรมส่งหนังสือข่มขู่ขัดขวางการค้าชายแดน และใช้ระบบเอกสารบีบรีดภาษีแรงงานในไทย ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการและนายจ้างไทย โดยระบุว่า รัฐบาลไทยต้องปกป้องอำนาจอธิปไตยของไทย ไม่ใช่เก่งแต่กับคนตัวเล็กตัวน้อย แต่พอเป็นรัฐบาลทหารพม่ากลับเงียบ ผมคิดว่ารัฐบาลไทยต้องมีมาตรการที่จริงจังเสียที ต่อการกระทำของรัฐบาลทหารพม่าที่ส่งผลกระทบต่ออำนาจอธิปไตยของประเทศไทย เมื่อคืนวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา กองทัพของรัฐบาลทหารพม่าส่งเครื่องบินรบทิ้งระเบิด 2 ลูก บริเวณซอแลท่า ริมแม่น้ำสาละวิน ฝั่งตรงข้ามบ้านแม่สามแลบ จังหวัดแม่ฮ่องสอน แม้ระเบิดจะตกในฝั่งเมียนมา แต่แรงระเบิดส่งผลให้บ้านเรือนประชาชน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และอาคารราชการในฝั่งไทยได้รับความเสียหาย ชาวบ้านต้องอพยพหนีออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย นี่คือประชาชนที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินไทย แต่กลับต้องหนีระเบิดจากกองทัพของรัฐบาลทหารประเทศเพื่อนบ้าน ที่สำคัญ ก่อนหน้านี้ยังมีรายงานว่า รัฐบาลทหารพม่าได้ส่งหนังสือเตือนมายังฝ่ายไทย ห้ามเจ้าหน้าที่ ผู้ประกอบการ และนักธุรกิจไทยติดต่อค้าขายกับกองกำลังกะเหรี่ยง KNU รวมถึงขู่ว่าจะใช้กำลังโจมตีพื้นที่คลังสินค้าที่อยู่ฝั่งเมียนมา ผมมีคำถามว่า รัฐบาลทหารพม่ามีสิทธิอะไร มากำหนดว่าประชาชนไทยจะติดต่อหรือค้าขายกับใคร? การค้าชายแดนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทยและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ปล่อยให้รัฐบาลทหารพม่ามาออกคำสั่งข่มขู่คนไทย และรัฐบาลไทยได้ดำเนินการอย่างไรกับหนังสือข่มขู่นี้ เพราะท้ายที่สุดก็เกิดการโจมตีขึ้นจริง จนประชาชนในประเทศไทยได้รับความเสียหาย เรื่องที่สอง คือกรณีศูนย์พิสูจน์สัญชาติ หรือ CI ที่รัฐบาลทหารพม่าเข้ามาดำเนินการในประเทศไทย ก่อนหน้านี้มีข่าวว่ากรมการจัดหางานเปิดทางให้เจ้าหน้าที่จากรัฐบาลทหารพม่าอีก 31 คน เข้ามาปฏิบัติงานในศูนย์ CI ในประเทศไทย ผมเคยตั้งคำถามเรื่องนี้ไปแล้ว และวันนี้ผมก็ยังยืนยันคำถามเดิม นี่คือคนเมียนมาที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย ทำงานให้สถานประกอบการในประเทศไทย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทย แต่ทำไมรัฐบาลทหารพม่าถึงสามารถเข้ามาใช้ระบบเอกสารเรียกเก็บเงินจากคนเหล่านี้บนแผ่นดินไทยได้? ที่ผ่านมา รัฐบาลทหารพม่ามีมาตรการกำหนดให้แรงงานเมียนมาในต่างประเทศต้องส่งรายได้อย่างน้อย 25% กลับประเทศ ผ่านธนาคารที่รัฐบาลทหารพม่าควบคุม และยังมีเงื่อนไขให้ชำระภาษีเงินได้อีก 2% ผมไม่ได้บอกว่าการส่งเงินกลับบ้านเป็นเรื่องผิด เพราะแรงงานข้ามชาติจำนวนมากก็ส่งเงินไปเลี้ยงดูครอบครัวเป็นปกติ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่การส่งเงินให้ครอบครัวด้วยความสมัครใจ มันคือการที่รัฐบาลทหารพม่ากำหนดเงื่อนไขทางการเงิน แล้วเอามาผูกกับกระบวนการออกเอกสารที่แรงงานจำเป็นต้องใช้เพื่อทำงานในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมาย แรงงานเมียนมาทำงานอยู่ในประเทศไทย อยู่ภายใต้กฎหมายแรงงานไทย และมีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมายไทยอยู่แล้ว แต่กลับต้องเผชิญมาตรการเรียกเก็บเงินจากรัฐบาลทหารพม่าเพิ่มเติมอีก แล้วรัฐบาลไทยยอมให้รัฐบาลทหารพม่าเข้ามาใช้ระบบเอกสารบีบให้คนที่ทำงานหาเงินอยู่ในประเทศไทยต้องส่งเงินกลับไปภายใต้เงื่อนไขของรัฐบาลทหารได้อย่างไร? ถ้าคนเหล่านี้ไม่ยอมทำตามเงื่อนไข แล้วไม่สามารถต่อเอกสารได้ ผลกระทบก็จะตกอยู่กับแรงงานที่เสี่ยงหลุดจากระบบการจ้างงานอย่างถูกกฎหมาย และนายจ้างในประเทศไทยเองก็ได้รับผลกระทบ เท่ากับว่ารัฐบาลไทยกำลังปล่อยให้การตัดสินใจของรัฐบาลทหารพม่ามีผลต่อสถานะการทำงานของคนที่อยู่ในประเทศไทย นี่จึงไม่ใช่แค่ปัญหาเรื่องค่าธรรมเนียมหรือเอกสาร แต่เป็นคำถามสำคัญว่า รัฐบาลไทยกำลังยอมให้รัฐบาลทหารพม่าใช้อำนาจทางการเงินและการปกครองกับประชาชนที่ทำงานอยู่บนแผ่นดินไทยมากเกินไปหรือไม่ ผมไม่ได้ปฏิเสธความร่วมมือด้านเอกสารระหว่างประเทศ แต่ความร่วมมือนั้นต้องไม่ทำให้รัฐบาลต่างประเทศสามารถใช้กระบวนการเอกสารข่มขู่ บังคับ หรือเอาเปรียบคนที่อยู่ในประเทศไทยได้ ทั้งสองเรื่องอาจดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกัน แต่สำหรับผม มันสะท้อนปัญหาเดียวกัน คือรัฐบาลทหารพม่ากำลังใช้อำนาจของตัวเองจนกระทบต่ออำนาจอธิปไตยของประเทศไทย เรื่องหนึ่ง ใช้กำลังทหารจนบ้านเรือนประชาชนในประเทศไทยได้รับความเสียหาย และส่งหนังสือข่มขู่ผู้ประกอบการไทย อีกเรื่องหนึ่ง ใช้ระบบเอกสารและเงื่อนไขทางการเงินควบคุมประชาชนเมียนมาที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย รูปแบบการใช้อำนาจต่างกัน แต่คำถามต่อรัฐบาลไทยเหมือนกัน คือเราจะกำหนดขอบเขตและปกป้องอำนาจอธิปไตยของประเทศเราอย่างไร ผมไม่ได้เรียกร้องให้ประเทศไทยต้องไปทำสงครามกับรัฐบาลทหารพม่า หรือเข้าไปเป็นคู่ขัดแย้งในสงครามกลางเมืองของเมียนมา แต่รัฐบาลไทยต้องมีมาตรการที่จริงจัง ทั้งการประท้วงทางการทูต เรียกร้องคำชี้แจงและความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนไทย รวมถึงมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก ขณะเดียวกัน ต้องทบทวนความร่วมมือกับรัฐบาลทหารพม่า โดยเฉพาะศูนย์ CI และเงื่อนไขการออกเอกสารที่อาจกลายเป็นเครื่องมือบังคับให้แรงงานเมียนมาต้องส่งเงินกลับไปตามข้อกำหนดของรัฐบาลทหาร ประเทศไทยควรมีระบบขึ้นทะเบียนและอนุญาตทำงานที่สามารถดูแลแรงงานซึ่งอาศัยและทำงานอยู่ในประเทศของเราได้ โดยไม่จำเป็นต้องปล่อยให้สิทธิในการทำงานของพวกเขาขึ้นอยู่กับเงื่อนไขทางการเงินของรัฐบาลทหารพม่าเพียงฝ่ายเดียว และต้องแยกให้ชัดว่า สิ่งที่ผมกำลังวิจารณ์คือการกระทำของรัฐบาลทหารพม่า ไม่ใช่ประชาชนเมียนมา ซึ่งหลายล้านคนเองก็เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการใช้อำนาจของรัฐบาลทหารเช่นกัน ผมอยากเห็นรัฐบาลไทยจริงจังกับการปกป้องอำนาจอธิปไตยของประเทศ ให้เท่ากับความจริงจังเวลาบังคับใช้กฎหมายกับประชาชนตัวเล็กตัวน้อย อย่าเก่งแต่กับคนธรรมดา คนทำมาหากินที่ไม่มีอำนาจต่อรอง แต่พอเป็นรัฐบาลทหารพม่าที่ส่งหนังสือข่มขู่คนไทย ใช้กำลังทหารจนบ้านเรือนประชาชนไทยเสียหาย หรือกำหนดเงื่อนไขเรียกเก็บเงินจากแรงงานที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย กลับไม่มีมาตรการตอบสนองที่ชัดเจนให้ประชาชนเห็น อำนาจอธิปไตยของไทย ไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาลทหารพม่าจะเข้ามาข่มขู่หรือใช้อำนาจกระทบได้ตามใจชอบ และรัฐบาลไทยก็มีหน้าที่ปกป้องอำนาจอธิปไตยนั้น ไม่ใช่เก่งแต่ใช้อำนาจกับคนตัวเล็กตัวน้อย แต่พอเจอรัฐบาลทหารที่ถือปืน ถือระเบิด กลับเงียบเสียง จี้หยุดศูนย์ CI : หยุดรีดไถนายจ้างไทย ไปให้รัฐบาลทหารพม่าก่อสงคราม ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ นาย สหัสวัต คุ้มคง ยังโพสข้อความว่า ช่วงนี้กระแสข่าวเรื่องศูนย์ CI กลับมาอีกครั้งเพราะเพิ่งมีการกลับมาดำเนินการอีกครั้งเมื่อวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา เรื่องดังกล่าวเป็นปัญหามาตลอดหลายปีนับตั้งแต่มีการนำระบบดังกล่าวเข้ามาใช้ในการพิสูจน์สัญชาติชาวเมียนม่าเพื่อยืนยันตัวตน และปัญหายิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆนับตั้งแต่การรัฐประหารในเมียนม่าเป็นต้นมา จนปัจจุบันระบบนี้กำลังทำให้เกิดความเสี่ยงที่แรงงานนับล้านจะหลุดระบบกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย โดยผมจะอธิบายปัญหาไปเป็นข้อๆ ดังนี้ครับ ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น ปัญหาที่ถูกพูดถึงมาตลอดในเรื่องของศูนย์ CI ที่กระทบกับนายจ้างไทยมากที่สุดคือปัญหาเรื่องการทุจริตคอรัปชั่น เก็บส่วย หักหัวคิว หากไม่จ่ายก็ไม่ได้ทำ และจะกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายในที่สุด โดยค่าใช้จ่ายทางการที่เกิดขึ้นจริงจนจบกระบวนการ ควรจะอยู่ที่ไม่เกิน 3-4,000 บาท แต่ในความเป็นจริงต้องจ่ายกันตั้งแต่ 6,000 – 10,000 บาทขึ้นอยู่กับการเจรจาต่อรองกับเจ้าหน้าที่และนายหน้าฝั่งเมียนมาและนายหน้าในศูนย์ CI ที่ดำเนินการโดยรัฐบาลทหารพม่าทั้งหมด โดยที่รัฐไทยปล่อยให้ดำเนินการกันโดยไม่มีการตรวจสอบ ไม่มีเจ้าหน้าที่ชาวไทยเข้าไปสอดส่องดูแล และปล่อยให้มาเฟียในนามรัฐบาลทหารพม่ามารีดไถนายจ้างไทยกลางประเทศไทยโดยที่คนไทยทำอะไรกับเรื่องนี้ไม่ได้เลย (สำหรับพี่น้องที่สนใจประเด็นนี้โดยเฉพาะ ผมเชิญชวนให้ชม รายการ KEY Message ของทาง The Standard เรื่องเปิดโปงส่วยแรงงานต่างด้าว ที่อธิบายเรื่องนี้ไว้แล้วโดยละเอียดครับ) ปัญหาอธิปไตยและการเก็บภาษีซ้อน เรื่องที่เราต้องทราบคือไทยและเมียนม่ามีอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนร่วมกัน อธิบายง่ายๆครับว่า ไทยกับเมียนม่าสัญญากันว่าจะไม่เก็บภาษีซ้อนกัน หากทำงานอยู่ที่ใด รายได้ที่เกิดขึ้นก็จะเป็นภาษี ณ ที่ๆเกิดรายได้ ถ้าคนไทยไปทำงานที่เมียนม่า ก็จะไม่ถูกเก็บภาษาีที่ไทย ถ้าคนพม่าทำงานที่ไทย ก็จะไม่ถูกเก็บภาษีที่พม่าอีก จะปล่อยให้เงินเหล่านั้นหมุนเวียนอยู่ ณ ประเทศต้นทางที่เกิดรายได้ ในกรณีศูนย์ CI นั้นเคยมีข้อสงสัยอยู่บ่อยครั้งเรื่องการละเมิดอนุสัญญาดังกล่าว เนื่องจากในอดีต มีการระบุว่าสิ่งที่ไม่ว่าเราจะเรียกว่า “ส่วย” “ค่าหัวคิว” “ค่าดำเนินการ” “ค่าทำเล่ม” นั้นเป็นการเก็บภาษี แต่เมื่อมีการตั้งคำถามเรื่องนี้ขึ้น การระบุว่าเป็นภาษีก็หายไป แต่ไปบวกในค่าดำเนินการเหล่านี้เพิ่ม โดยที่ไม่มีใบเสร็จแต่อย่างใด . ผมเคยตั้งคำถามถึงกรณีนี้หลายต่อหลายครั้งในหลายวาระโอกาสแต่ก็ยังไม่เคยได้รับคำตอบในเรื่องนี้ และมิหนำซ้ำการอนุญาตให้รัฐบาลทหารพม่ามาใช้อำนาจรัฐของตนในบ้านเรานั้นเป็นการละเมิดอธิปไตยหรือไม่ และสิ่งที่เลวร้ายที่เกิดขึ้นคือวันนี้ครับ มีนักข่าวชาวไทย ถูกบุคคลที่อ้างว่าเป็นเป็นคนของรัฐบาลทหารพม่ามาตรวจค้นบัตรประชาชนคนไทย ถ่ายรูป และข่มขู่ สื่อมวลชนไทย จากการไปทำข่าวเรื่องศูนย์ CI คำถามคือ ข้าราชการของรัฐบาลทหารพม่ากลุ่มนี้มีอำนาจอะไรในการตรวจสอบ รวมถึงถ่ายรูปบัตรประชาชนคนไทย ผมขอร้องเรียนให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้โดยด่วน เพราะหากเป็นเรื่องจริง เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่การข่มขู่และคุกคามเสรีภาพสื่อ แต่คือการที่รัฐบาลปล่อยให้รัฐบาลต่างชาติมาใช้อำนาจอธิปไตยในชาติตัวเองคุกคามสื่อมวลชนไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้ครับ การสนับสนุนสงครามโดยอ้อม : นอกจากจะมีการรีดไถนายจ้างชาวไทยโดยรัฐบาลทหารพม่าแล้ว นวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่เพิ่งถูกนำมาใช้ในเรื่องนี้คือการบังคับให้ส่งเงินร้อยละ 25 ของค่าจ้างกลับประเทศผ่านช่องทางที่รัฐบาลกำหนดโดยถ้าไม่ปฏิบัติตามจะมีมาตรการลงโทษต่างๆตามมา ไม่ว่าจะเป็น เช่น ห้ามไปทำงานต่างประเทศ การไม่ต่อหนังสือเดินทาง ไปจนถึงการส่งหน่วยสืบสวนพิเศษเข้าไปสอบสวนรวมไปถึงข่มขู่ครอบครัวของแรงงานด้วย สิ่งที่รัฐบาลทหารพม่าทำคือการจัดเก็บภาษีแฝงผ่านโครงสร้างอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจและการขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ ทำให้รัฐบาลทหารพม่าใช้นโยบายดังกล่าวเป็นวิธีดึงเงินบาทเข้าสู่ระบบธนาคารกลาง ของตัวเองโดยใข้วิธีกำหนดให้อัตราแลกเปลี่ยน ต่ำกว่าอัตราดุลยภาพในตลาดจริง ถึง 40–50% หรืออธิบายง่ายๆว่า หากแรงงานเมียนมา ส่งเงินกลับบ้าน 10,000 บาท ผ่านระบบธนาคารทางการของพม่าคนที่ฝั่งเมียนมาจะถอนเงินออกไปได้เพียง 5,000-6,000 บาท การดำเนินการแบบนี้มีผลทางเศรษฐศาสตร์เท่ากับการจัดเก็บภาษีทางอ้อม เพราะรัฐสามารถยึดส่วนต่างมูลค่าของเงินตราต่างประเทศไว้เพื่อพยุงเศรษฐกิจตัวเอง แต่ทำให้ครอบครัวของแรงงานได้รับเงินไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ในขณะที่เงินส่วนต่างนั้น ก็ถูกรัฐบาลนำไปใช้เพื่อทำสงครามในประเทศ ซื้ออาวุธมาเข่นฆ่าประชาชนขจากเงินที่เก็บเป็นส่วนต่างไปจากประชาชนของตัวเองเหล่านี้ ความชอบธรรมของรัฐบาลทหารพม่า : สิ่งที่ผมอยากให้เราตั้งคำถามในเรื่องนี้มากๆคือสถานะปัจจุบันของรัฐบาลทหารพม่าในเวทีโลกเป็นอย่างไร และ เราจะยอมรับอำนาจดังกล่าวมากน้อยขนาดไหน และ จะยอมรับอำนาจจนถึงขั้นอนุญาตให้มาใช้อำนาจอธิปไตยในบ้านเราหรือไม่ สิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจกันเบื้องต้นคือ รัฐบาลชุดปัจจุบันที่มาจากการรัฐประหารและก่อสงครามกลางเมืองในประเทศนั้น ไม่ได้รับการยอมรับจากสหประชาชาติ และยังรับรองผู้แทนถาวรแห่งประจำสหประชาชาติคนเดิมอยู่ แม้ถูกปลดโดยรัฐบาลรัฐประหาร อธิบายง่ายๆคือ UN ยังไม่ยอมรับรัฐบาลชุดปัจจุบัน และมองว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่มีความชอบธรรม เป็น Failed State ที่อยู่ท่ามกลางสงครามกลางเมือง จึงไม่มีความชอบธรรมใดๆในการใช้อำนาจอธิปไตยในนามรัฐพม่า นั่นคือเหตุผลที่ผมยืนยันว่าไทยสามารถขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียวได้ โดยที่ไม่ต้องรอการรับรองจากรัฐบาลทหารพม่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรครับ หลายที่ในโลกใช้วิธีการนี้ เช่น หลังจากสงครามกลางเมืองในซีเรีย รัฐบาลหลายแห่งในยุโรป ก็ใช้วิธีการขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียวโดยที่ไม่ต้องใช้การรับรองจากรัฐบาลซีเรียแต่อย่างใด แต่สิ่งที่รัฐไทยทำ นอกจากจะเป็นการให้การรับรองรัฐบาลเด็จการชุดนี้แล้ว ยังเป็นการให้ใบอนุญาติของรัฐที่ล้มเหลวชุดนี้มาใช้อำนาจอธิปไตยในบ้านเราเพื่อขูดรีดประชาชนตัวเอง ไปจนถึงขูดรีดนายจ้างไทย จนถึงข่มขูสื่อมวลชนไทย ซึ่งผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลจะต้องมีคำตอบในเรื่องนี้และต้องตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจังโดยด่วนครับ ผลกระทบต่อไทย : ศูนย์ CI และมาตรการบังคับส่งเงินกลับบ้านครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในหลายระดับครับ ระดับที่ชัดเจนที่สุดคือการกระทบต่อประชาชนคนไทย ผู้ประกอบการไทยที่ถูกรีดไถ ระดับต่อมาคือ เหตุการณ์นี้จะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของแรงงานผิดกฎหมาย เนื่องจากแรงงานเมียนม่าจำนวนมากไม่ต้องการที่จะเข้าสู่ระบบดังกล่าว ทางเดียวที่จะแก้ปัญหานี้ได้คือการขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียวเพื่อที่จะสามารถติดตามแรงงานเหล่านี้ได้ เก็บอัตลักษณ์ฝ่ายเดียว และบริหารจัดการฝ่ายเดียวได้ และระดับสุดท้ายคือผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยโดยภาพรวมครับ หากเราจำกันได้ตั้งแต่สถาการณ์ไทยกัมพูชาเป็นต้นมา เราสูญเสียแรงงานในภาคเกษตร และ การก่อสร้างไปแล้วหลายแสนคน และผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวยังอยู่จนถึงปัจจุบัน ทั้งผลผลิตทางการเกษตรที่เสียหายไปแล้ว หรือ การก่อสร้างจำนวนมากที่ล่าช้าออกไปก็ยังกระทบต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน ตอนนี้เรามีแรงงานเมียนมาในไทยราว 3 ล้านคน และหากเราปล่อยให้เรื่อง CI นี้ยังอยู่ต่อไปโดยไม่แก้ไข อาจทำให้แรงงานกว่าล้านคนเสี่ยงที่จะหลุดระบบ และกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย ซึ่งจัดนี้จะยิ่งสร้างความเสียหายกับระบบเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการขาดแคลนแรงงานแน่นอนครับ ผมยืนยันว่า การขึ้นทะเบียนแรงงานฝ่ายเดียวเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหานี้ โดยที่เราต้องไม่ยอมให้รัฐบาลเผด็จการทหารพม่าขูดรีดนายจ้างและเศรษฐกิจของประเทศเรา ไปเพื่อทำสงครามในบ้านตัวเองอีกต่อไปครับ อ่านข่าวต้นฉบับ: สส.พรรคส้ม จี้รัฐบาลเบรกเมียนมาขู่ขัดขวางค้าชายแดน-บีบรีดเงินแรงงานกระทบนายจ้างไทย
ถ้าคนเหล่านี้ไม่ยอมทำตามเงื่อนไข แล้วไม่สามารถต่อเอกสารได้ ผลกระทบก็จะตกอยู่กับแรงงานที่เสี่ยงหลุดจากระบบการจ้างงานอย่าง



Comentarios