ถอดรหัสยุทธศาสตร์สิงคโปร์ สร้างคนก่อนสร้างโรงไฟฟ้า : ถอดบทเรียน 3 โครงการพัฒนาบุคลากรนิวเคลียร์ สู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย สร้างขีดความสามารถการตัดสินใจของประเทศไทย ความเคลื่อนไหวเชิงยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญในภูมิภาคอาเซียนเกิดขึ้นเมื่อกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม (MTI) และสำนักงานกำกับดูแลตลาดพลังงาน (Energy Market Authority: EMA) ของประเทศสิงคโปร์ ประกาศเปิดตัว 3 โครงการพัฒนาบุคลากรด้านพลังงานนิวเคลียร์แห่งชาติ เพื่อสร้างขีดความสามารถเชิงลึกในการประเมินเทคโนโลยีนิวเคลียร์ขั้นสูง และเตรียมความพร้อมรับการตรวจประเมินโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์ระดับประเทศ (Integrated Nuclear Infrastructure Review: INIR Mission) โดยทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ในปี 2027 ประเด็นที่สร้างความสนใจแก่แวดวงพลังงานทั่วโลก คือวิสัยทัศน์ของ ดร. Tan See Leng รัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า: “แม้ในท้ายที่สุดสิงคโปร์อาจตัดสินใจไม่สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แต่ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์และรังสีที่เราสร้างขึ้นในวันนี้ จะไม่มีวันสูญเปล่า และเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงของชาติในทุกมิติ” คำกล่าวนี้สะท้อนหลักการสากลที่ว่า “การสร้างองค์ความรู้และการพัฒนาคน มีมูลค่าเชิงยุทธศาสตร์ในตัวเอง (No-Regret Strategy)” เพราะไม่ว่าประเทศจะเดินหน้าก่อสร้างโรงไฟฟ้าหรือไม่ การมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญสูงจะทำให้ประเทศรู้เท่าทันเทคโนโลยีโลก สามารถประเมินความเสี่ยงข้ามพรมแดน กำกับดูแลความปลอดภัยทางรังสีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตัดสินใจบนฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่แม่นยำ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีระดับชาติ ขอพาทุกท่านร่วมเจาะลึกโมเดลการพัฒนาคนของสิงคโปร์ พร้อมทั้งจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการขับเคลื่อน (ร่าง) แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2026) ต่อไป “ถอดรหัส 3 เสาหลักการสร้างคนของสิงคโปร์ (Singapore’s Human Capital Blueprint)” สิงคโปร์เลือกแก้ปัญหาคอขวดด้านบุคลากรโดยไม่ต้องรอให้มีโครงการก่อสร้างจริง แต่ใช้การเชื่อมต่อกับพันธมิตรชั้นนำระดับโลก ผ่าน 3 กลไกหลัก: 1. Singapore Nuclear Manpower Development Programme (NMDP): มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้แก่เจ้าหน้าที่ภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแล ผ่านการส่งไปปฏิบัติงานจริง (Secondment) กับองค์กรนิวเคลียร์ระดับโลก เช่น AtkinsRéalis (ผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยี CANDU และ SMR จากแคนาดา), CNOS (China National Nuclear Corporation Overseas จากจีน) และ X-energy (ผู้พัฒนาเครื่องปฏิกรณ์ก๊าซอุณหภูมิสูงขั้นสูงจากสหรัฐฯ) เพื่อให้บุคลากรเข้าใจกระบวนการออกใบอนุญาต (Licensing) การตรวจสอบความปลอดภัย และการบริหารสัญญา EPC 2. Nuclear Manpower Development Programme (Industry) (NMDP-I): สนับสนุนงบประมาณร่วม (Co-funding) ให้ภาคเอกชนในประเทศส่งวิศวกรไปฝึกอบรมในห่วงโซ่อุปทานนิวเคลียร์สากล เพื่อเตรียมความพร้อมให้ภาคอุตสาหกรรมในประเทศสามารถต่อยอดสู่ธุรกิจบริการวิศวกรรมขั้นสูง 3. Singapore Future Energy Fellowship (SFEF): การจัดตั้งเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ เพื่อเป็นพี่เลี้ยงทางวิชาการ ให้คำปรึกษาเชิงนโยบายอย่างเป็นอิสระ และเตรียมความพร้อมสำหรับการตรวจประเมินตามกรอบ IAEA Milestones Approach “บทวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบกับประเทศไทย (PDP 2026 Context)” เมื่อมองย้อนกลับมาที่ประเทศไทย ซึ่งกำลังพิจารณาบรรจุเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) เข้าสู่ร่างแผน PDP 2026 ประเทศไทยมีบริบทและโอกาสที่สามารถนำบทเรียนของสิงคโปร์มาปรับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ: • เปลี่ยนกรอบคิดจากการ “รอความชัดเจน” สู่การ “สร้างฐานความรู้ทันที”: ในอดีต การพัฒนาบุคลากรนิวเคลียร์ของไทยมักถูกผูกติดอยู่กับการอนุมัติโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ทำให้เมื่อแผนพลังงานชะลอตัว การสร้างคนจึงสะดุดลง แต่สิงคโปร์แสดงให้เห็นว่า การสร้างคนต้องทำล่วงหน้าเสมอ เพราะบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์สามารถนำทักษะไปใช้ในงานกำกับดูแลความปลอดภัยทางรังสีการแพทย์ อุตสาหกรรม การเกษตร และการเฝ้าระวังภัยพิบัติทางรังสีข้ามพรมแดนได้ทันที • การเตรียมพร้อมรับ IAEA INIR Mission: ประเทศไทยเคยผ่านการประเมินโครงสร้างพื้นฐานพลังงานนิวเคลียร์ขั้นที่ 1 (Milestone 1) จาก IAEA มาแล้ว แต่หากจะก้าวไปสู่ขั้นการคัดเลือกเทคโนโลยีและดำเนินโครงการ SMR ตามร่าง PDP 2026 ประเทศไทยจำเป็นต้องยกระดับความพร้อมเพื่อรับการประเมินในระยะต่อไป ซึ่งบุคลากรที่มีทักษะตรงตามมาตรฐานสากลคือหัวใจของการประเมินดังกล่าว • การเชื่อมโยงความร่วมมือแบบพหุภาคี (Diversified Global Partnerships): การที่สิงคโปร์จับมือกับทั้งแคนาดา จีน และสหรัฐฯ พร้อมกัน สะท้อนถึงความเป็นกลางทางเทคโนโลยีและการเปิดกว้าง ประเทศไทยมีสัมพันธ์อันดีกับองค์กรชั้นนำทั่วโลก จึงสามารถใช้แนวทางจับคู่ความร่วมมือกับหลายประเทศเพื่อเรียนรู้ข้อดีของเทคโนโลยี SMR หลากหลายแบบ (Light Water, High-Temperature Gas, Liquid Metal) ได้เช่นกัน “ข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาลไทย โดยสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ” เพื่อสร้างขีดความสามารถเชิงยุทธศาสตร์ให้ประเทศไทยมีความพร้อมในการประเมินและตัดสินใจเกี่ยวกับเทคโนโลยี SMR อย่างชาญฉลาดและปลอดภัย สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ขอเสนอชุดยุทธศาสตร์เชิงนโยบาย 4 ประการต่อประเทศ ดังนี้: 1. ยุทธศาสตร์จัดตั้ง “โครงการพัฒนาทุนมนุษย์นิวเคลียร์ขั้นสูงแห่งชาติ” (Thailand Nuclear Capability Building Program) • ปส. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำข้อเสนอเพื่อขออนุมัติงบประมาณผ่านกองทุนพัฒนาไฟฟ้า สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ร่วมกับกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ให้ ปส. บูรณาการร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) เพื่อคัดเลือกวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ไปฝังตัวฝึกปฏิบัติงานจริง (On-the-Job Training & Secondment) ในโครงการก่อสร้างและกำกับดูแล SMR ในต่างประเทศเป็นเวลา 1–2 ปี 2. ยุทธศาสตร์ส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมไทยสู่ห่วงโซ่อุปทานนิวเคลียร์ (Nuclear Supply Chain Readiness for Thai Industry) • ปส. ประสานงาน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ออกมาตรการสนับสนุนและร่วมออกค่าใช้จ่าย (Co-funding) ในการยกระดับมาตรฐานโรงงานและบุคลากรไทย (เช่น การรับรองมาตรฐาน ASME N-Stamp หรือ ISO สำหรับงานนิวเคลียร์) เพื่อเตรียมความพร้อมให้ภาคการผลิตในประเทศสามารถรับงานผลิตชิ้นส่วนโมดูลและงานวิศวกรรมระบบได้ในอนาคต 3. ยุทธศาสตร์เตรียมความพร้อมรับการประเมินโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์รอบใหม่ (National Readiness for Next-Stage IAEA INIR Mission) • ปส. และกระทรวงพลังงาน จัดทำแผนปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์แห่งชาติ 19 ด้านตามแนวทาง IAEA Milestones Approach เพื่อเตรียมความพร้อมของประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยสากล ก่อนที่จะมีการตัดสินใจขั้นสุดท้ายในแผน PDP 2026 4. ยุทธศาสตร์ตั้งคณที่ปรึกษาอิสระด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (National Independent Nuclear Advisory Council) • ปส. ดำเนินการ ภายใต้มติคณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์แห่งชาติเพื่อจัดตั้งกลไกที่ปรึกษาอิสระที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ สถาบันการศึกษา (เช่น ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) และตัวแทนภาคประชาสังคม เพื่อทำหน้าที่ประเมินความคุ้มค่า ความปลอดภัย และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างโปร่งใส ให้ข้อคิดเห็นทางวิทยาศาสตร์อย่างตรงไปตรงมาแก่รัฐบาลก่อนการตัดสินใจเชิงนโยบาย บทสรุป บทเรียนจากสิงคโปร์ตอกย้ำความจริงสำคัญว่า “การเตรียมคนไม่ได้แปลว่าต้องรีบสร้างโรงไฟฟ้า แต่เป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อให้ประเทศมีความรู้เพียงพอที่จะตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และไม่เสียเปรียบ” สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ มีความพร้อมที่จะทำหน้าที่เป็นเสาหลักในการยกระดับองค์ความรู้ทางนิวเคลียร์และรังสีของประเทศ พร้อมบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนในการพัฒนาทุนมนุษย์ไทย เพื่อให้ทุกการตัดสินใจด้านพลังงานในอนาคตตั้งอยู่บนรากฐานของความปลอดภัย ความโปร่งใส และผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนไทยอย่างยั่งยืน
ถอดรหัสยุทธศาสตร์สิงคโปร์ สร้างคนก่อนสร้างโรงไฟฟ้า : ถอดบทเรียน 3 โครงการพัฒนาบุคลากรนิวเคลียร์ สู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย สร้






Commentaires