ข้อเสนอแก้กฎหมายยกเลิกภาษีจัดสรรเฉพาะ 4 กองทุน รวมราว 1.4 หมื่นล้านบาท จุดประเด็นถกเถียงเรื่องวินัยการคลังและความเป็นอิสระขององค์กรสาธารณะ ด้าน Thai PBS ห่วงเปลี่ยนไปใช้งบประมาณรายปี กระทบเสรีภาพสื่อ ขณะที่นักวิชาการชี้กฎหมายเดิมยังรองรับ พร้อมเสนอโมเดล Cap จำกัดเพดานรายได้และส่งส่วนเกินคืนคลัง คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา จัดประชุมพิจารณาข้อร้องเรียนกรณีการเสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อยกเลิกการจัดเก็บภาษีจัดสรรเฉพาะ (Earmarked Tax) ของ 4 องค์กรและกองทุนสาธารณะ โดยมีผู้บริหารองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) นักวิชาการ และตัวแทนภาคประชาสังคม เข้าร่วมชี้แจง เปิดหลักการฝั่งรัฐบาล เสนอดึงเงินเข้าคลังกลาง การเสนอแก้ไขกฎหมายครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างเอกภาพและวินัยทางการเงินการคลัง โดยเปลี่ยนแหล่งรายได้จากการจัดเก็บภาษีจัดสรรเฉพาะ ไปเป็นการจัดสรรผ่านระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปีทั่วไป ซึ่งปัจจุบันมี 4 กองทุนที่ได้รับภาษีจัดสรรเฉพาะ ได้แก่ ไทยพีบีเอส, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งประเทศไทย คิดเป็นงบประมาณรวมราว 14,000 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 0.4 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ไทยพีบีเอสแจงงบ 2,000 ล้านคงที่ 18 ปี เตือนกระทบความเป็นอิสระ นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. พร้อมคณะผู้บริหาร ชี้แจงสัดส่วนรายได้ปัจจุบันว่า ร้อยละ 76 มาจากภาษีจัดสรรเฉพาะ ซึ่งถูกจำกัดเพดานไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปีต่อเนื่องมา 18 ปี โดยร้อยละ 15 มาจากการให้บริการโครงข่ายทีวีดิจิทัล และร้อยละ 9 มาจากดอกเบี้ยรับและรายได้อื่น ฝ่ายบริหารไทยพีบีเอสระบุว่า แม้ในช่วงวิกฤตโควิด-19 องค์กรจะประสบภาวะขาดทุนจากการลงทุนในช่อง ALTV และโครงสร้างพื้นฐานแพลตฟอร์มดิจิทัล แต่ในปีที่ผ่านมาสามารถปรับลดค่าใช้จ่ายได้เฉลี่ยเดือนละ 16 ล้านบาท จนมีงบประมาณสะสมส่วนเกินกลับมาเป็นบวกประมาณ 69 ล้านบาท ทั้งนี้ ผู้บริหารไทยพีบีเอส ระบุว่า หากเปลี่ยนระบบงบประมาณไปพึ่งพารัฐบาล จะส่งผลกระทบต่อความเป็นอิสระทางการเงิน เสรีภาพในการรายงานข่าวตรวจสอบรัฐบาล และต้องเข้าสู่กระบวนการต่อรองงบประมาณในชั้นสภา นักวิชาการชี้ไม่ขัดวินัยการคลัง เสนอโมเดล “เพดานรายได้” ด้าน รศ.ดร.เอื้ออารีย์ อิ้งจะนิล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ สว.เทวฤทธิ์ มณีฉาย ให้ข้อมูลทางกฎหมายว่า การจัดเก็บภาษีจัดสรรเฉพาะไม่ได้ขัดต่อ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ โดยมาตรา 82 ในบทเฉพาะกาลมีลักษณะเป็นบทคุ้มครอง (Grandfather Clause) ให้ทั้ง 4 กองทุนดำเนินการต่อได้ พร้อมกันนี้ ได้มีการเสนอทางออกเชิงนโยบายโดยให้ใช้ “โมเดลแคปเพดานรายได้” (Cap Model) กับทุกกองทุนเช่นเดียวกับไทยพีบีเอส แล้วนำรายได้ส่วนเกินส่งคืนคลังกลาง พร้อมเปิดให้สภาผู้แทนราษฎรร่วมพิจารณาเพดานรายได้ทุก 3 ปี เพื่อสร้างความโปร่งใสและรักษาสมดุลทางการคลัง สถานะร่างกฎหมายและขั้นตอนถัดไป ขณะนี้ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้ส่งหนังสือเวียนรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในกรอบเวลา 30 วัน ก่อนสรุปเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ขณะที่ นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธาน กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ระบุว่าจะรวบรวมข้อมูลและข้อคิดเห็นจากทุกฝ่ายเพื่อจัดทำรายงานข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย และติดตามคำชี้แจงจากฝ่ายผู้เสนอร่างกฎหมายต่อไป อ่านข่าวต้นฉบับ: เปิด 2 มุมคิด ปมรื้อภาษีจัดสรร 4 กองทุน ดึงเงินเข้าคลังหรือคงอิสระ
ข้อเสนอแก้กฎหมายยกเลิกภาษีจัดสรรเฉพาะ 4 กองทุน รวมราว 1.4 หมื่นล้านบาท จุดประเด็นถกเถียงเรื่องวินัยการคลังและความเป็นอิส




Commentaires