ภาพขยะถูกคลื่นซัดขึ้นหาดบางแสน จ.ชลบุรี อาจเป็นภาพที่หลายคนเห็นจนชินตา แต่เบื้องหลังขยะเหล่านั้นไม่ได้มีที่มาเพียงจากนักท่องเที่ยวหรือกิจกรรมบนชายหาด หากมีทั้งขยะจากชุมชนริมแม่น้ำ กิจกรรมประมง และขยะจากพื้นที่อื่นที่ถูกลม คลื่น และกระแสน้ำพัดพาเข้ามา คำถามจึงไม่ใช่เพียง “ขยะบางแสนมาจากไหน” แต่ควรเป็นคำถามว่า เมื่อขยะเดินทางข้ามพื้นที่ ใครที่ควรรับผิดชอบ? ขยะทะเลบางแสนมาจากไหน นางสุมนา ขจรวัฒนากุล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า ขยะบริเวณหาดบางแสนมีที่มาหลากหลาย ทั้งกิจกรรมท่องเที่ยวและพักผ่อน การประมง การเดินเรือ และพื้นที่อื่นที่ถูกลม คลื่น และกระแสน้ำพัดพาเข้ามา โดยผลสำรวจบริเวณหาดวอนนภา บางแสน และแหลมแท่น เดือนพ.ค. 2569 ที่ผ่านมา พบว่าขยะกว่า 90% มาจากกิจกรรมชายฝั่งและการพักผ่อน โดยจำแนกเป็นขยะชนิดต่าง ๆ แบ่งเป็น ถุงพลาสติก 23.2% ขวดพลาสติก 21.5% และหลอดพลาสติก 19.1% นอกจากนี้ยังมีเชือก และเศษอวนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมประมง นางสุมนา ขจรวัฒนากุล ขณะเดียวกัน “ปริมาณขยะยังเปลี่ยนตามฤดูกาล” โดยฤดูฝนพบมากกว่า 10–11 กก. ในระยะ 300 ม. จึงเป็นไปได้ว่าขยะอาจพัดมาจากที่อื่น ซึ่งเมื่อเทียบกับฤดูร้อนที่เก็บได้แค่ 3 กก. โดยเฉพาะในพื้นที่ซึ่งติดกับประเทศเพื่อนบ้านมักพบขยะข้ามแดนมากเป็นพิเศษ เพราะทะเลเชื่อมกัน ไม่มีรั้วกั้น “ฤดูมรสุม คลื่นลมแรง เราทำอะไรไม่ได้ เอาจริง ๆ ต้องรับสภาพ เพราะมันมากับคลื่น ท้องถิ่นอาจต้องแบกรับภาระมากขึ้น เราจึงรณรงค์ให้ทุกคนจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง” อย่างไรก็ตาม แม้สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 2 จะมีมาตรการควบคุมการทิ้งขยะที่หาดบางแสนและหาดวอนนภา แต่นางสุมนา ยอมรับว่า งบจัดการขยะทะเลของกรมฯ มีแค่ 12 ล้านบาท ครอบคลุมชายฝั่ง 23 จังหวัด ทำให้การเก็บขยะปลายทางเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ดังนั้น แนวทางสำคัญคือ ต้องมีการจัดการขยะ ตั้งแต่การลดใช้ คัดแยก นำกลับมาใช้ประโยชน์ และรีไซเคิล โดยหัวใจสำคัญก็คือ ทุก ๆ ฝ่ายจะต้องช่วยกันดูแลพื้นที่ตัวเอง เสมือนเป็นหน้าบ้าน เพราะถ้าขยะเหล่านี้หลุดออกไปสู่ทะเลแล้ว ตามเก็บยังไงก็คงเก็บได้ไม่หมด ขยะทะเล 80% มาจากบนบก ขณะที่ ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า ขยะทะเลไทยราว 80% มีต้นทางมาจากกิจกรรมบนบก และไม่เกิน 20% มาจากกิจกรรมทางทะเล การแก้ปัญหาจึงไม่ใช่เน้นเก็บขยะที่ชายหาดเพียงอย่างเดียว และพื้นที่บางแสนนั้น ขยะส่วนหนึ่งถูกพัดพาจากที่อื่นมาโดยผ่านแม่น้ำบางปะกง เจ้าพระยา ท่าจีน และแม่กลอง ก่อนถูกลมและกระแสน้ำพัดเข้าสู่ชายฝั่ง ขณะที่บริเวณซึ่งเป็นคลองขนาดเล็กและชุมชนชายฝั่งก็เป็นอีกแหล่งที่ต้องควบคุมตั้งแต่ต้นทางเช่นกัน “ขยะชายหาด” จึงไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดเกิดจากนักท่องเที่ยว หรือกิจกรรมในพื้นที่ แต่มีทั้งขยะจากบนบกและในทะเล ทำให้บางแสนต้องรับภาระเก็บขยะอย่างต่อเนื่อง การจัดการจึงจำเป็นจะต้องแบ่งบทบาทให้ชัดเจน ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง โดยท้องถิ่นดูแลการเก็บและพื้นที่ชายหาด หน่วยงานด้านทรัพยากรทางทะเลมีหน้าที่ติดตามและจัดการขยะในระบบนิเวศ ส่วนผู้ประกอบการ ชุมชน และประชาชนก็ต้องร่วมกันลดและคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ส่วนแนวคิด EPR หรือ Extended Producer Responsibility ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของผู้ผลิตที่ต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ที่จำหน่ายออกไปแล้ว ที่ถือเป็นรูปแบบภายใต้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนซึ่งเป็นกลไกที่อยู่ระหว่างการพัฒนา โดยมีเป้าหมายคือการนำวัสดุที่ใช้แล้วกลับมาเป็นวัตถุดิบและหมุนเวียนอยู่ในระบบให้นานที่สุด ฉะนั้นโจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียง “เก็บขยะให้หมด” แต่ต้องรู้ว่าขยะเกิดจากไหน ผ่านเส้นทางใด และใครรับผิดชอบในแต่ละจุด เพื่อสกัดขยะก่อนที่จะลงไปสู่ทะเล โจทย์ใหญ่คือต้นทาง-ดันพ.ร.บ.ขยะพลาสติกแก้ปัญหายั่งยืน ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ทุ่นดักขยะบริเวณปากแม่น้ำเป็นเพียงมาตรการปลายทางที่ช่วยสกัดได้เพียงบางส่วน และยังมีข้อจำกัดเรื่องการเดินเรือและการจัดเก็บขยะที่ดักไว้ ขณะที่การจัดการจึงต้องดูทั้งระบบ ตั้งแต่แหล่งกำเนิด เส้นทางผ่านแม่น้ำและคลอง ไปจนถึงชายฝั่ง โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนและมรสุมที่ขยะสะสมตามชายหาดมากขึ้น ขณะที่การเก็บปลายทางยังจำเป็น แม้มีต้นทุนสูงและไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด สิ่งที่พูดถึงกันมาหลายปี แต่ยังไม่มีความคืบหน้า คือ “พ.ร.บ.ขยะพลาสติก” ซึ่งกฎหมายจะช่วยวางกรอบจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง ทั้งการลดใช้ เก็บรวบรวม และนำกลับมาใช้ประโยชน์ หากยังไม่มีกฎหมายที่ชัดเจน การแก้ปัญหาขยะก็ยังทำได้จำกัด อย่างไรก็ตาม อีกมาตรการต้องนำมาพิจารณาคือ การสร้างแรงจูงใจ เช่น การเก็บค่าถุงพลาสติกเมื่อซื้อสินค้าในประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้ผู้บริโภครับรู้ต้นทุนและลดการใช้ถุงโดยไม่จำเป็น มรสุมขยะพีก 10 ตันต่อวัน นายณรงค์ชัย คุณปลื้ม นายกเทศมนตรีเมืองแสนสุข หรือที่ชาวบ้านคุ้นเคยกันว่านายกฯ ตุ้ย กล่าวว่า เทศบาลเก็บขยะบริเวณชายหาดได้เฉลี่ย 3–5 ตัน/วัน โดยเฉพาะช่วงมรสุมสูงถึง 10 ตัน/วัน ขณะที่ปริมาณขยะทั้งหมดในเขตเทศบาลอยู่ที่ประมาณ 150 ตัน/วัน ใช้งบประมาณทั้งหมด 100 ล้านบาท/ปี ซึ่งในช่วงมรสุม เทศบาลต้องระดมเจ้าหน้าที่ 10–15 คน กับพื้นที่ทั้งหมด 3 กม. เริ่มเก็บตั้งแต่ 05.00 น. พร้อมจ้างเอกชนเสริมกำลังเฝ้าหาดตลอดทั้งวัน โดยใช้งบจัดเก็บเพิ่มอีกราว 5 ล้านบาท/ปี โดยนายกฯ ตุ้ย ประเมินว่าขยะจากนักท่องเที่ยวจริงแล้วมีสัดส่วนไม่เกิน 30% ส่วนใหญ่เป็นขยะที่มากับกระแสน้ำ สังเกตได้จากเชือก เศษอวน เสื้อผ้า และถุงพลาสติกเก่าที่มีคราบตะไคร่หรือผ่านการแช่น้ำมานาน เพราะขณะที่ขยะจากนักท่องเที่ยวมักเป็นของใหม่ที่เพิ่งถูกทิ้ง เช่น ไม้เสียบ ช้อน ส้อม หลอด แก้ว ถุง ขวดเครื่องดื่ม รวมถึงก้นบุหรี่ “แม้จริง ๆ ไม่ควรต้องใช้งบมากขนาดนี้ แต่เมื่อมาตรการรณรงค์ไม่สำเร็จ ก็จำเป็นต้องทำ ซึ่งขยะจะลดลงไม่ได้ หากรัฐบาลยังไม่มีนโยบายเพิ่ม โดยเฉพาะคนอยู่ริมแม่น้ำ” นายณรงค์ชัย คุณปลื้ม ทุ่ม 15 ล. ติดกล้อง AI คุมชายหาด หากย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เทศบาลเคยมีทุ่นหรือแนวกั้นขยะกลางทะเล แต่เมื่อได้เข้ามาบริหาร จึงพิจารณาแล้วว่าวิธีนี้มีข้อจำกัดมาก ทั้งกระแสน้ำ การเดินเรือ ค่าเรือ บุคลากร และการดูแลแนวกั้น ซึ่งต้องใช้งบมากถึง 10 ล้านบาท/ปี จึงมองว่าการปล่อยให้ขยะขึ้นชายหาดแล้วเร่งเก็บอาจคุ้มค่ากว่า อย่างไรก็ตาม การเก็บขยะบนชายหาดเป็นเพียงการแก้ปัญหาแค่ปลายทาง เพราะต้นเหตุสำคัญยังอยู่บนบก โดยเฉพาะชุมชนริมแม่น้ำ โดยนายกฯ ตุ้ยย้ำว่า แม้ทุกปีเราเจอโจทย์นี้ซ้ำ ๆ แต่ยังคงจะเพิ่มดีกรีปฏิบัติมากขึ้น ไม่ใช่ว่ารู้แบบนี้แล้วจะไม่ทำอะไร นายกฯ ตุ้ย บอกว่าคนไทยไม่ค่อยเคารพกฎกติกา การให้แยกขยะ 100% มันทำยาก เทศบาลจึงต้องเร่งเพิ่มมาตรการทางกฎหมายให้เข้มข้นขึ้น โดยเทศบาลกำลังเพิ่มระบบ AI ให้กล้องวงจรปิดพื้นที่ชายหาด ตรวจจับการทิ้งขยะและสูบบุหรี่ อาจใช้งบราว 15 ล้านบาท คาดว่าเริ่มใช้กลางปี 2570 เบื้องต้นเน้นตรวจจับการสูบบุหรี่รวมถึงการทิ้งก้นบุรี่ ส่วนการทิ้งขยะยังอยู่ระหว่างพัฒนา และถึงแม้ที่ผ่านมาเคยมีมาตรการเกี่ยวกับการทิ้งขยะและการสูบบุหรี่ในพื้นที่สาธารณะ รวมไปถึงมาตรการเฉพาะกิจของ ทช. แต่บางมาตรการหมดอายุไปแล้ว ฉะนั้น การแก้ปัญหาที่ถูกต้อง คือ ควรบังคับใช้กฎหมายกับแหล่งกำเนิดโดยตรง ไม่ใช่ปล่อยให้ปัญหามาตกอยู่ที่ปลายทางเพียงอย่างเดียว นากยกตุ้ยฯ ยังมองว่าภาระดังกล่าวไม่ควรตกอยู่กับท้องถิ่นเพียงฝ่ายเดียว เพราะขยะส่วนหนึ่งไม่ได้เกิดในพื้นที่ แต่ถูกพัดพามาจากทะเล และต่อให้มีการทำ CSR ของเอกชนและประชาชนก็ช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่ทางออกหลักยังอยู่ที่การลดขยะตั้งแต่ต้นทาง “ปัญหาขยะข้ามแดน” เป็นโจทย์สำคัญในวันนี้ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของมาตรการเก็บขยะให้หมด แต่คือการทำให้ขยะไม่หลุดรอดลงสู่แม่น้ำและทะเลตั้งแต่แรก เพราะ “ทะเลไม่มีรั้วกั้น” ทำให้ชายหาดต้องรับมือกับขยะปริมาณมหาศาลที่พัดพามาจากทะเลซ้ำแล้วซ้ำเล่า กลายเป็นวงจรที่ไม่มีวันจบ ยิ่งถ้าหากไม่มีมาตรการแก้ปัญหาที่ชัดเจนและครอบคลุมกว่านี้ “ท้องถิ่นคงต้องแบกรับต้นทุน” ในการกำจัดขยะข้ามแดนเหล่านี้ต่อไปโดยไม่มีวันสิ้นสุด อ่านข่าวต้นฉบับ: ‘ขยะข้ามแดน’ ถล่มบางแสน ‘จี้แก้ต้นน้ำ’ ลดภาระปลายทาง
ขยะทะเลบางแสนมาจากไหน นางสุมนา ขจรวัฒนากุล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า ขยะบริเวณหาด






コメント