การปรับปรุงและแก้ไขร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ให้สอดคล้องกับอนุสัญญา UPOV 1991 กลายเป็นโจทย์ใหญ่ ที่มีความเห็นแตกต่างระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ นักวิชาการ และเครือข่ายเกษตรกร ในเวทีเสวนา “ผ่าร่าง พ.ร.บ.พันธุ์พืชใหม่ UPOV 1991 ปลดล็อกเกษตรกรรม หรือจำกัดสิทธิเกษตรกร” ได้เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงข้อดีและข้อกังวลเกี่ยวกับการเข้าร่วมอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV 1991) ธิดากุล แสนอุดม UPOV โอกาสอุตสาหกรรมใหม่ นางสาวธิดากุล แสนอุดม ผอ.กองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช กรมวิชาการเกษตร อธิบายว่า ประเทศไทยเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) และอยู่ภายใต้ความตกลง TRIPS ซึ่งกำหนดให้ประเทศสมาชิกจัดให้มีระบบคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ โดย UPOV เป็นหนึ่งในกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการคุ้มครองพันธุ์พืช โดยมีหัวใจสำคัญคือการคุ้มครองสิทธิในพันธุ์พืชใหม่เท่านั้น ส่วนพันธุ์พืชเก่าไม่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันมี 99 ประเทศที่เข้าร่วมในอนุสัญญาดังกล่าวแล้ว การเข้าร่วมอนุสัญญาจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ทำให้นักปรับปรุงพันธุ์มีเครื่องมือในการบริหารจัดการและคุ้มครองสิทธิพันธุ์พืช ตลอดจนส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมภายในประเทศ รวมถึงเกิดอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงพันธุ์พืช เช่น ธุรกิจผลิตวัสดุเพาะปลูก อุตสาหกรรมผลิตเมล็ดพันธุ์ และการจ้างเกษตรกรผลิตเมล็ดพันธุ์ ซึ่งอาจสร้างรายได้สูงกว่าการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรทั่วไป นอกจากนี้ ยังอาจเกิดเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก ช่วยอำนวยความสะดวกในการส่งออกเมล็ดพันธุ์ รวมถึงผักและผลไม้ไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ ซึ่งไทยยังอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาว่าจะเข้าร่วมหรือไม่ สำหรับข้อท้าทายที่อาจเกิดขึ้น นางสาวธิดากุลกล่าวว่า หลายประเทศที่เข้าเป็นสมาชิกแล้วก็ยังมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นเช่นกัน อีกประเด็นสำคัญคือเกษตรกรจำเป็นต้องปรับตัวและทำความเข้าใจเรื่องสิทธิในพันธุ์พืชใหม่ โดยเฉพาะการเลือกซื้อเมล็ดพันธุ์และวัสดุขยายพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครอง ซึ่งในบางประเทศมีการแสดงเครื่องหมาย PVP (Plant Variety Protection) บนบรรจุภัณฑ์หรือวัสดุขยายพันธุ์ เพื่อแจ้งให้ทราบว่าพันธุ์พืชดังกล่าวได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย พูดให้เห็นภาพง่าย ๆ คือ หากเกษตรกรซื้อต้นทุเรียนพันธุ์ใหม่ที่ได้รับความคุ้มครอง 1 ต้น เกษตรกรสามารถปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิตจากต้นดังกล่าวได้ แต่การนำต้นไปขยายพันธุ์ต่อ เช่น การตอนกิ่งจำหน่าย ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิก่อน ทั้งนี้ ขอบเขตสิทธิและข้อยกเว้นขึ้นอยู่กับกฎหมายของแต่ละประเทศ ดังนั้น การสร้างความรู้ความเข้าใจให้เกษตรกรจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องประสานความร่วมมือกับหน่วยงานและเครือข่ายต่าง ๆ ที่เข้าถึงเกษตรกร เพื่อให้สามารถรับรู้ข้อมูลและนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง ดึงลงทุนวิจัย-คุ้มครองต้นทาง ด้าน ดร.บุญญานาถ นาถวงษ์ นายกสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย (THASTA) กล่าวว่า สนับสนุนการปรับปรุง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 เพื่อให้สอดคล้องกับ UPOV 1991 โดยเห็นว่าจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืช ตลอดจนเพิ่มโอกาสให้ประเทศไทยคุ้มครองพันธุ์พืชของไทยในต่างประเทศ สำหรับต้นทุนการผลิต ประเมินว่าเกษตรกรจะมีค่าเมล็ดพันธุ์ 10-15% ขณะที่ต้นทุนส่วนที่เหลือมาจากปัจจัยอื่น เช่น ปุ๋ย ค่าแรงงาน พลังงาน และเครื่องจักร จึงเห็นว่าควรรักษากลไกตลาดที่เปิดให้เกษตรกรเลือกใช้พันธุ์พืชได้อย่างเสรีควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบคุ้มครองสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์ อย่างไรก็ตาม ได้มีข้อเสนอถึงการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ได้แก่ 1.กำหนดนิยามพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปให้ชัดเจน 2.การขยายระยะเวลาคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่เป็นอย่างน้อย 20 ปี 3.การเพิ่มหลักเกณฑ์คุ้มครองพันธุ์พืชที่พัฒนาต่อยอดจากพันธุ์เดิมหรือพันธุ์ที่มีแหล่งกำเนิดสืบเนื่องจากพันธุ์เดิม (Essentially Derived Varieties: EDV) และ 4.การกำหนดข้อยกเว้นเพื่อรักษาสิทธิของเกษตรกรในการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกในฤดูกาลถัดไป โดยเห็นว่าหากเกษตรกรยังมีทางเลือกในตลาดต้นทุนเมล็ดพันธุ์ไม่น่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดร.บุญญานาถกล่าวต่อว่า ภายใต้กฎหมายไทยในปัจจุบันมีข้อจำกัดในการคุ้มครองพันธุ์พืชต้นทาง โดยยกตัวอย่างว่า ผู้พัฒนารายใหม่อาจปรับเปลี่ยนลักษณะบางอย่างของพันธุ์เดิมเพียงเล็กน้อย แล้วนำไปขอจดทะเบียนเป็นพันธุ์ใหม่ได้ ทั้งที่ลักษณะสำคัญส่วนใหญ่มาจากพันธุ์ต้นทาง หรือผู้พัฒนารายแรกที่ทุ่มเทเวลาและเงินทุนสร้างขึ้น ดังนั้น การเพิ่มหลักเกณฑ์คุ้มครองพันธุ์พืชที่พัฒนาต่อยอดจากพันธุ์เดิมตามแนวทาง UPOV 1991 จึงมีเป้าหมายเพื่อให้ความคุ้มครองครอบคลุมถึงพันธุ์ต้นทางที่ถูกนำไปใช้พัฒนาต่อ โดยยังคงยืนยันการคงสิทธิของเกษตรกรในการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เพาะปลูกในฤดูกาลถัดไปได้ตามปกติ ดันนวัตกรรม สร้างมูลค่าเพิ่ม ศาสตราจารย์ ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับปรุงพันธุ์พืชและพันธุศาสตร์ข้าว กล่าวว่า ไทยมีจุดแข็งด้านการเปิดโอกาสให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ แต่การคุ้มครองพันธุ์พืชในต่างประเทศยังทำได้ยากและมีขั้นตอนซับซ้อน หากไม่ได้รับความคุ้มครองในประเทศปลายทาง อาจมีการนำพันธุ์ไปปลูกและจำหน่าย โดยผู้พัฒนาพันธุ์ไทยไม่สามารถใช้สิทธิตามกฎหมายของประเทศนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามการพัฒนาพันธุ์พืชไม่ควรหยุดอยู่ที่การขายเมล็ดพันธุ์หรือข้าวเปลือก แต่ต้องเป็นกลไกที่ช่วยผลักดันนวัตกรรม สร้างมูลค่าเพิ่ม และควรต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เพื่อสร้างแบรนด์ เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างแท้จริง แนะรัฐศึกษาผลกระทบรอบด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์การค้าสากล และอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญทางแยกสำคัญในการตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมอนุสัญญา UPOV 1991 หรือไม่ โดยควรศึกษาบทเรียนจากประเทศต่าง ๆ ที่มีแนวทางแตกต่างกัน จึงเสนอให้ไทยศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจ ทั้งเวียดนามที่เข้าร่วม UPOV แล้ว อินโดนีเซียที่เลือกเจรจาภายใต้เงื่อนไข และอินเดียที่ไม่ได้เข้าร่วม แต่ยังสามารถเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรปได้ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ดร.อัทธ์ยังประเมินภาพกรณีไทยเข้าร่วม UPOV 1991 ผ่านแบบจำลองว่า ต้นทุนการผลิตพืชบางชนิดอาจเพิ่มขึ้นได้ถึง 1,000 บาทต่อไร่ นั่นอาจทำให้ราคาอาหารที่ผู้บริโภคต้องจ่ายสูงขึ้นประมาณ 4% โดยมองว่าการประเมินผลกระทบต้องพิจารณาตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ดังนั้น รัฐต้องศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจ ทั้งผลดีและผลเสียต่อเกษตรกร ผู้บริโภค และภาคส่งออก พร้อมติดตามราคาเมล็ดพันธุ์ ค่าธรรมเนียมสิทธิ และรายได้สุทธิของเกษตรกรอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การดำเนินนโยบายคำนึงถึงทั้งโอกาสทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์ของเกษตรกรไทยในระยะยาว ชาวนาห่วงสิทธิเก็บเมล็ดพันธุ์ ขณะที่ฝ่ายเกษตรกรแสดงความกังวลต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยนายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการเข้าร่วม UPOV 1991 เนื่องจากห่วงสิทธิในการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ ขยายพันธุ์ และแบ่งปันเมล็ดพันธุ์ระหว่างเกษตรกร ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยลดต้นทุนการผลิตและเป็นวิถีเกษตรกรรมที่อาศัยการแบ่งปันและช่วยเหลือกันของชาวบ้าน พร้อมตั้งคำถามถึงการนำพันธุ์พืชที่พัฒนาโดยหน่วยงานภาครัฐเข้าสู่ระบบการคุ้มครองว่าจะส่งผลต่อการเข้าถึงพันธุ์พืชของเกษตรกรอย่างไร โดยเห็นว่าควรปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชเดิมให้ทันสมัย แต่ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมอนุสัญญาดังกล่าว หวั่นต้นทุนพุ่ง กระทบพืชท้องถิ่น ด้าน นายวิชิต กลิ่นทอง ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ที่ผ่านมาชาวบ้านและเกษตรกรมีสิทธิในการเก็บเมล็ดพันธุ์พืชไว้ปลูกเองในฤดูกาลถัดไปเพื่อลดค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นพืชผักสวนครัว พริก มะเขือ แตงโม ถั่วฝักยาว รวมถึงข้าวพื้นเมืองอย่างข้าวเหนียวสันป่าตอง แต่หากร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ถูกบังคับใช้ จะทำให้สิทธิในการเก็บและแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ลดลง เกษตรกรไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองได้เหมือนเดิม ต้องเผชิญความเสี่ยงด้านกฎหมายและการถูกฟ้องร้อง อีกทั้งยังต้องแบกรับภาระต้นทุนการซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ทุกฤดูกาล ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนเกษตรกรไม่สามารถแบกรับได้ ทั้งนี้ จุดยืนและการเคลื่อนไหวของภาคเกษตรกรที่ผ่านมา สภาเกษตรกรจังหวัดทั่วประเทศได้เคยร่วมประชุมและยื่นหนังสือคัดค้านร่างกฎหมายดังกล่าวต่อรัฐสภามาแล้ว แม้ว่าในอดีตช่วง 10 กว่าปีก่อน ร่างกฎหมายลักษณะนี้เคยถูกตีตกไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่นี่ถือเป็น “สมัยที่ 2” ที่มีความพยายามผลักดันกลับมาอีกครั้ง ซึ่งทางสภาเกษตรกรฯ และตัวแทนเกษตรกรยังคงยืนยันเจตนารมณ์เดิมในการคัดค้านอย่างถึงที่สุด เพื่อปกป้องสิทธิและเสรีภาพในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่ยั่งยืนของเกษตรกรไทย ขณะที่ นายธีระ วงษ์เจริญ รองประธานสภาเกษตรกรจังหวัดจันทบุรี เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เครือข่ายได้ศึกษาข้อดีและข้อเสียแล้ว และมีมติไม่เห็นด้วยกับการเข้าร่วม UPOV 1991 โดยกังวลถึงการนำพันธุ์พืชดั้งเดิมและพืชสมุนไพรไทยไปใช้ในการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ใหม่ ตลอดจนการแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรมที่ชุมชนมีส่วนอนุรักษ์และใช้ประโยชน์มาอย่างยาวนาน พร้อมเสนอให้รัฐต้องเปิดโอกาสให้เกษตรกรและประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดทำกฎหมายอย่างทั่วถึง เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าใจผลกระทบและสามารถเสนอข้อคิดเห็นได้ก่อนมีข้อสรุปเชิงนโยบาย อ่านข่าวต้นฉบับ: เปิดวงถก UPOV 1991 กับทางเลือกของเกษตรกรไทย
การปรับปรุงและแก้ไขร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ให้สอดคล้องกับอนุสัญญา UPOV 1991 กลายเป็นโจทย์ใหญ่ ที่มีค







コメント