ขุดสายไฟลงใต้ดิน เจอกำแพงโบราณ ‘พิษณุโลก’เร่งวางแนวทางพัฒนาเมืองคู่กับการอนุรักษ์ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจแนวกำแพงเมืองเก่าภายในวัดโพธิญาณ อำเภอเมืองพิษณุโลก ซึ่งเป็นแนวกำแพงที่มีความยาวประมาณ 300 เมตร และมีความกว้างบริเวณฐานประมาณ 5 เมตร ปัจจุบันยังคงเห็นแนวกำแพงและฐานอิฐโบราณหลายช่วงอย่างชัดเจน ที่หลงเหลือให้เห็นเด่นชัดมากที่สุด ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเทศบาลนครพิษณุโลก ดำเนินโครงการนำสายไฟฟ้าลงใต้ดิน โดยขุดวางท่อร้อยสายไฟตั้งแต่บริเวณศาลปู่ดำ ถนนมหาธรรมราชา ไปจนถึงถนนเอกาทศรถ ก่อนพบแนวฐานกำแพงอิฐโบราณตลอดแนวพื้นที่ก่อสร้าง กรมศิลปากรจึงเข้าตรวจสอบทางโบราณคดี พร้อมให้ระงับงานในบริเวณที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือแนวทางดำเนินงานร่วมกับเทศบาล โดยคำนึงถึงการพัฒนาเมืองควบคู่กับการอนุรักษ์โบราณสถาน นางสาวนาตยา ภูศรี ผู้อำนวยการกลุ่มโบราณคดี สำนักงานศิลปากรที่ 6 สุโขทัย เปิดเผยว่า จากหลักฐานทางโบราณคดีที่มีการสำรวจไว้ก่อนหน้านี้ สันนิษฐานว่าแนวกำแพงเมืองพิษณุโลกมีการก่อสร้างและปรับปรุงหลายยุคสมัย โดยการสำรวจของกรมศิลปากรเมื่อปี 2543 พบข้อมูลว่า แนวกำแพงเมืองมีอยู่ทั้งสองฝั่งแม่น้ำน่าน และมีลักษณะเป็นกำแพง 3 ชั้น นางสาวนาตยา กล่าวว่า กำแพงเมืองระยะแรกสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย ในรัชสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท โดยมีลักษณะเป็นกำแพงดิน ต่อมาในสมัยอยุธยา รัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ อาจมีการก่อสร้างและซ่อมแซมเพิ่มเติม ก่อนจะมีการบูรณะในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเพื่อเตรียมรับศึกพม่า และมีการก่อป้อมพร้อมซ่อมแซมกำแพงอีกครั้งในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช นางสาวนาตยา กล่าวว่า สำหรับสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เมืองพิษณุโลกมีความสำคัญอย่างยิ่งทางการเมืองและการปกครอง เนื่องจากพระองค์เสด็จมาประทับที่เมืองพิษณุโลกเป็นเวลาประมาณ 25 ปี ในช่วงที่มีการทำสงครามกับอาณาจักรล้านนา ส่งผลให้เมืองพิษณุโลกมีบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์กลางการปกครองของกรุงศรีอยุธยาในช่วงเวลาหนึ่ง ด้านพระครูสุนทรโรจนคุณ เจ้าอาวาสวัดโพธิญาณ กล่าวว่า ในอดีตบริเวณแนวกำแพงเมืองเก่าภายในวัดเป็นพื้นที่ป่ารกทึบ ชาวบ้านใช้เป็นเส้นทางสัญจรและค้าขายเข้าสู่ตัวเมือง โดยเดินเท้าหรือจูงจักรยานไปตามสันกำแพงเลียบแม่น้ำน่าน เพื่อเดินทางไปยังตลาดวัดใหญ่และตลาดสถานีรถไฟ พระครูสุนทรโรจนคุณ กล่าวว่า ต่อมาทางวัดได้ช่วยกันถางป่า ทำความสะอาด และปรับปรุงภูมิทัศน์ ก่อนที่กรมศิลปากรจะเข้ามาดำเนินการขุดแต่งทางโบราณคดี ทำให้แนวกำแพงที่เคยเป็นเนินดินขนาดใหญ่และมีต้นไม้ปกคลุมหนาทึบปรากฏให้เห็นชัดเจนดังเช่นปัจจุบัน แม้กรมศิลปากรจะมีข้อจำกัดด้านงบประมาณในการดูแลรักษา แต่ทางวัดก็ช่วยดูแลทำความสะอาดและรักษาความเรียบร้อยของพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับคำแนะนำจากกรมศิลปากร เจ้าอาวาสวัดโพธิญาณกล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนาเมืองเป็นสิ่งจำเป็น แต่การอนุรักษ์โบราณสถานก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน การนำประชาชนมาชมแนวกำแพงเมืองโบราณจะช่วยให้เข้าใจคุณค่าของมรดกทางประวัติศาสตร์มากขึ้น เพราะกำแพงแห่งนี้ไม่เพียงเป็นหลักฐานของอดีต แต่ยังสะท้อนวิถีชีวิตและการเดินทางของผู้คนในชุมชนเมื่อครั้งอดีตอีกด้วย ขณะที่ นายประถม สิงหะ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 บ้านเกาะแม้ว ตำบลหัวรอ กล่าวว่า การพัฒนาเมืองและการอนุรักษ์โบราณสถานสามารถดำเนินควบคู่กันได้ โดยโครงการก่อสร้างมีการแบ่งเขตพื้นที่ไว้แล้ว และอยู่ห่างจากโบราณสถานพอสมควร จึงเห็นว่าสามารถพัฒนาให้เกิดประโยชน์กับประชาชนได้ ขณะเดียวกันก็ต้องรักษากำแพงเมืองโบราณแห่งนี้ไว้ให้ลูกหลานได้ศึกษา นายประถมกล่าวด้วยว่า กำแพงเมืองวัดโพธิญาณถือเป็นความภาคภูมิใจของชุมชน เพราะอดีตเจ้าอาวาสและชาวบ้านรุ่นก่อนช่วยกันรักษาไว้จนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ปัจจุบันชาวบ้านและทางวัดยังช่วยกันสอดส่องดูแลพื้นที่อย่างต่อเนื่อง สำหรับแนวกำแพงเมืองโบราณวัดโพธิญาณ ถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าและหาได้ยากในเขตเมืองพิษณุโลก นอกจากสะท้อนพัฒนาการของเมืองตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงสมัยอยุธยาแล้ว ยังเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับประชาชน นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจประวัติศาสตร์ท้องถิ่น จึงเป็นอีกหนึ่งสถานที่สำคัญที่ควรได้รับการดูแลรักษา เพื่อส่งต่อมรดกทางประวัติศาสตร์ให้คงอยู่คู่เมืองพิษณุโลกสืบไป
ขุดสายไฟลงใต้ดิน เจอกำแพงโบราณ ‘พิษณุโลก’เร่งวางแนวทางพัฒนาเมืองคู่กับการอนุรักษ์ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวลงพื้







댓글