EXCLUSIVE เรื่อง : พฤฒินันท์ สุดประเสริฐ ภาพ : ภูริณัฐ พูลธัญกิจ หากพูดถึงไอศกรีม หนึ่งในแบรนด์ไทยที่ทรงพลัง และเป็นที่รู้จักของคนทุกเจน ทุกพื้นที่ คงเป็นแบรนด์ไหนไปไม่ได้ นอกจาก “ไผ่ทองไอสครีม (ต้นตำรับ)” จากแบรนด์ที่เริ่มต้นด้วยคำปรามาส เมื่อ 75 ปีที่แล้ว วันนี้เติบโตด้วยวิสัยทัศน์ของทีมผู้บริหารต่างเจน มีสาขาอยู่ทั่วไทย ไปถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สปป.ลาว และกัมพูชา และมีวิธีเข้าหาลูกค้าหลากหลายขึ้น ทั้งจากสาขา รถเข็น Food Truck จนถึงไปอยู่ในทุก ๆ งาน สิ่งที่น่าสนใจ คือ การมีวิธีคิดและการพัฒนาแบรนด์ ที่เริ่มจากการ “สนุก” กับปัญหา หยิบปัญหามาทดลองแก้ จนกลายเป็นโอกาส-ช่องทางใหม่ ๆ ที่เข้าถึงลูกค้ามากขึ้น “ประชาชาติธุรกิจ” ชวนรู้จักและเปิดมุมมองของการสนุกกับปัญหาในธุรกิจ จากเรื่องเล่าของ รตา ชัยผาติกุล ทายาทรุ่นที่ 2 ไผ่ทองไอสครีม (ต้นตำรับ) 75 ปี เริ่มต้นจากคำปรามาส รตา เล่าถึงจุดเริ่มต้นธุรกิจไอศกรีมของครอบครัว โดยย้อนกลับไปเมื่อปี ค.ศ. 1950 (พ.ศ. 2493) คุณพ่อซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งรุ่นที่ 1 ได้อพยพหนีสงครามมาจากประเทศจีน ยุคนั้นยังไม่มีรถพ่วงหรือรถเข็นขายไอศกรีม คุณพ่อเริ่มอาชีพจากการเป็นพนักงานเดินขาย โดยรับไอศกรีมจากโรงงานอื่นมาขายแบบไม่มีแบรนด์ (No Brand) อุปกรณ์คู่ใจในยุคนั้นคือ “กระติกทรงกระบอกทำจากไม้ไผ่หุ้มสแตนเลสข้างใน” อัดน้ำแข็งผสมเกลือ แล้วสะพายเดินขายตามตลาด ชุมชน และโรงเรียน จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันหนึ่ง เด็กที่เป็นลูกค้าประจำพูดกับคุณพ่อว่า “อาแปะ ไอติมรสชาติไม่เหมือนเดิม วันนี้ไม่อยากกินแล้ว” คุณพ่อซึ่งเป็นคนซื่อสัตย์และแคร์ลูกค้ามาก จึงนำข้อติชมนี้ไปบอกกับเจ้าของโรงงานไอศกรีมที่รับมาขาย แต่เจ้าของกลับตอบกลับมาด้วยคำท้าทายว่า “ถ้าลื้อคิดว่าลื้อทำดีกว่าได้ ลื้อก็ไปทำเองเลย” คำท้านั้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้คุณพ่อตัดสินใจออกมาทำไอศกรีมขายเองร่วมกับคุณแม่ ในด้านการผลิตไอศกรีม สมัย 75 ปีก่อน ไอศกรีมตะวันตกทั่วไปจะใช้นมเป็นหลัก แต่นมนำเข้าในยุคนั้นเป็นของแพง มีมูลค่าสูงมาก ประกอบกับคุณพ่อคุณแม่เป็นคนจีนอพยพที่ไม่สามารถอ่านหรือเขียนภาษาไทยได้ การชั่งตวงวัดจึงใช้สัญลักษณ์โบราณ เช่น การตวงด้วยชามตาไก่ คุณพ่อและคุณแม่จึงหันมาใช้วัตถุดิบในประเทศอย่าง “กะทิสด” มาทดลองปรุงสูตร ขูดเอง ปั่นเอง ทิ้งไปหลายหม้อหลายถังจนกระทั่งได้สูตรไอศกรีมกะทิขูดปรุงสำเร็จที่อร่อยลงตัว จากเดิมที่ปั่นขายเองคนเดียว ก็เริ่มมีคนมารับไปขายต่อจาก 1–2 คน ขยายเพิ่มเป็น 70–80 คน จนค่อย ๆ พัฒนาเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมในเวลาต่อมา ภาพ : www.paithong.com เปลี่ยนจาก “รอ” เป็น “เข้าหา” จาก 75 ปีที่แล้ว มาจนถึงวันนี้ ไผ่ทองไอสครีม (ต้นตำรับ) มีการขยายการเติบโตไปยังทุกจังหวัด โดยปัจจุบันไผ่ทองใช้โมเดล “1 อำเภอ 1 สาขา” ให้สิทธิ์การขายปลีก ขายส่ง และงานเลี้ยงแก่ผู้แทนจำหน่าย 1 รายต่อ 1 อำเภอ เพื่อแก้โจทย์เรื่องระยะทางและการดูแลลูกค้า ปัจจุบันมีเครือข่ายเกือบ 400 สาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่เหนือสุดที่เชียงราย จนถึงใต้สุดที่ปัตตานี ยะลา รวมถึงการขยายสาขาไปต่างประเทศอย่างเวียงจันทน์ สปป. ลาว และกัมพูชา ขณะที่วิธีการขายไอศกรีมได้เปลี่ยนไปตามยุคสมัย จากเดิมที่รอลูกค้าเข้ามาหาที่รถเข็นขายไอศกรีม แต่ปัจจุบันวิธีขายไอศกรีมของไผ่ทองไม่ได้รอให้คนเดินมาซื้อที่รถเข็นอย่างเดียว ยังขยายบริการไปสู่ทุกรูปแบบตามความต้องการของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น Food Truck, คีออส, งานแต่งงาน, งานขึ้นบ้านใหม่, งานประชุมลูกบ้านคอนโด, งานมาราธอน, งานบุญลงทาน, งานศพ ตลอดจนบริการ Food Support ศิลปิน/ดาราไทยและต่างประเทศ (เช่น แจ็คสัน หวัง, หลิงออม) หรือไอศกรีมรสพิเศษที่ออกแบบให้ล้อกับตัวละครในซีรีส์วาย หรือล้อไปกับแบรนด์ต่าง ๆ ที่สนใจ “จากรถไอติมรถเข็น เราไม่น่าจะเข้าถึงสถานทูตได้ แต่วันนี้เราไปส่งถึงที่ ขอแค่คิดได้ เราทำให้” ไผ่ทองไอสครีม ในงานประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ใส่กิมมิกให้สนุก เนื่องจากแต่ละปีแบรนด์ใช้บรรจุภัณฑ์ถ้วยมากถึง 35–40 ล้านชิ้น ทำให้ไผ่ทองไอสครีม (ต้นตำรับ) ออกแบบกิมมิกใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มสีสัน ทั้งการผลิตถ้วยไอศกรีมเอาใจสายมู สายเสี่ยงโชค เช่น ถ้วยลายไพ่ทาโรต์ 42 แบบ สามารถสแกน QR Code เพื่ออ่านดวงชะตาได้ทันที, ถ้วยลายองค์เทพ (เช่น พระพิฆเนศ) พร้อมเลขมงคลและเลขท้าย 3 ตัวให้ลูกค้าได้ร่วมลุ้นแบบสนุก ๆ การปรับขนาดถ้วยไอศกรีมให้มีความหลากหลาย เนื่องจากแบรนด์มีเพดานราคาที่ตลาดตั้งไว้ ไม่สามารถขายถ้วยละ 80 บาทได้ เมื่อต้นทุนสูงขึ้นและผู้บริโภคใส่ใจสุขภาพ จึงเลือกการ “ย่อขนาดถ้วย” เช่น ขนาดจิ๋ว 3 ออนซ์ สำหรับเด็กเล็กและสายสุขภาพ แทนการขึ้นราคา จนถึงการพาไผ่ทองไอสครีม ไปทำ Collaboration สนุก ๆ กับแบรนด์ชั้นนำ เช่น จับมือ “โบนัสสุกี้” ในเครือ MK เสิร์ฟไอศกรีมหลังมื้อบุฟเฟ่ต์ และคอลแลบส์กับ “เบอร์ดี้” แบรนด์กาแฟพร้อมดื่ม เสิร์ฟเมนูอัฟโฟกาโต้ไอศกรีมกะทิสด “ไอศกรีมใส่ขนมปัง” เอกลักษณ์ไทย อีกหนึ่งวิธีการทานไอศกรีมที่น่าสนใจ คือ “ไอศกรีมใส่ขนมปังฮอตดอก” ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของไทย และเป็นวิธีการทานไอศกรีมที่แตกต่าง รตา เล่าให้เราฟังถึงที่มาที่ไปเรื่องนี้ มาจาก 2 สิ่ง ปัจจัยแรก คือ ในอดีตช่วงที่ทหารสหรัฐเข้ามาตั้งฐานทัพในไทย มีความต้องการทานขนมปังฮอตดอก โรงงานขนมปังของคนจีนซึ่งเป็นคนบ้านเดียวกันและสนิทกับคุณแม่จึงทำส่งทหาร แต่พอทหารย้ายออกไป ขนมปังยังเหลือค้างสต็อกอยู่เป็นจำนวนมาก คุณแม่จึงช่วยอุดหนุนและทดลองนำขนมปังมาจับคู่ขายกับไอศกรีมกะทิ อีกปัจจัยหนึ่ง คือ ข้อจำกัดด้านบรรจุภัณฑ์ โดยในยุคนั้นพลาสติกยังราคาแพงและไม่มีเทคโนโลยีการเคลือบแบบสมัยนี้ บรรจุภัณฑ์มีเพียง “ถ้วยเทียน” (ถ้วยกระดาษเคลือบเทียนบางๆ), ลูกโป่งที่นำมาล้างแล้วอัดเนื้อไอศกรีมลงไปเพื่อบีบทาน หรือกาบมะพร้าว ขนมปังฮอตดอกจึงกลายเป็นบรรจุภัณฑ์ธรรมชาติที่รับประทานได้ ป้องกันความเย็น และเข้ากันได้อย่างลงตัวที่สุด ซึ่งกลายเป็นวัฒนธรรมการทานไอศกรีมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของประเทศไทย วิธีบริหาร-ประสานคนต่างเจน สำหรับไผ่ทองไอสครีม (ต้นตำรับ) ที่ปัจจุบัน 75 ปี เดินหน้าต่อด้วยทีมผู้บริหารที่หลากหลายเจเนอเรชั่น ทั้ง Baby Boomer, Gen X, Gen Y, Gen Z หากมองธุรกิจครอบครัวโดยทั่วไป ต่างเผชิญความท้าทายในการบริหาร ทั้งการส่งต่อธุรกิจสู่รุ่นต่อไป การทำงานร่วมกันของคนต่างเจน รตา เปิดเผยมุมมองในการทำธุรกิจครอบครัวว่า สำหรับไผ่ทองไอสครีม ในปัจจุบันเป็นการทำงานร่วมกันถึง 3 รุ่น ได้แก่ รุ่นเก๋า Baby Boomer / Gen X และรุ่นใหม่ Gen Y / Gen Z ในมิติมุมมองการทำงานของคนแต่ละเจน รตา สะท้อนมุมมอง แบ่งเป็น 2 กลุ่มเจนเนอเรชั่น คนรุ่น Baby Boomer & Gen X มีประสบการณ์สูง ผ่านวิกฤตเศรษฐกิจอย่าง “ต้มยำกุ้ง” และสถานการณ์โควิด-19 มีความรอบคอบ ชอบความคุ้นเคย (Comfort Zone) ไม่ชอบออกสื่อ คนรุ่น Gen Y & Gen Z มีความทันสมัย เข้าใจดิจิทัล โซเชียลมีเดีย และ AI ชอบลองสิ่งใหม่ พัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ โดย รตา ทำหน้าที่เป็น “คนตรงกลาง” (Sandwich Generation) ที่ต้องคอยเชื่อมประสาน โดยนำจุดแข็งของคนรุ่นเก่าที่มีประสบการณ์ ผ่านวิกฤตเศรษฐกิจมาหลายรอบ มาผสมผสานกับความทันสมัย ความเข้าใจเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย และ AI ของคนรุ่นใหม่ เพื่อรับมือกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป สิ่งหนึ่งที่ธุรกิจครอบครัวมักเผชิญตลอด นั่นคือ “ความขัดแย้งในครอบครัว” จากการที่คนทำงานต่างเจน มีมุมมอง ความเห็นที่แตกต่างกัน รตา เล่าว่า มีข้อขัดแย้งกันเป็นเรื่องปกติ คนรุ่นเก่าอาจมองว่าขายแบบเดิมก็ดีอยู่แล้ว จะเปลี่ยนทำไม ในขณะที่คนรุ่นใหม่มองว่าถ้าไม่เปลี่ยน แบรนด์ก็จะค่อย ๆ หายไป วิธีการแก้ปัญหา คือ “เปิดพื้นที่ให้ถกเถียงกันเต็มที่ในห้องประชุม” ซัดกันด้วยเหตุผล เอา Pain Point และข้อมูลมาชนกันจนหน้าแดงไฟลุกก็ยอม แต่มีข้อตกลงร่วมกันว่า เมื่อก้าวออกจากห้องประชุม ทุกคนยังต้องเป็นครอบครัว นั่งทานข้าวและหัวเราะด้วยกันได้ การคิดเหมือนกันทั้งหมดจะทำให้องค์กรไม่เกิดการพัฒนา “เถียงกันก็เถียงกันในห้องประชุม สู้กันด้วยเหตุผล หน้าแดงหน้าดำไฟลุกก็ปล่อยไป แต่พอหลุดจากห้องประชุมปุ๊บ เรายังต้องเป็นครอบครัว กินข้าวและคุยตลกด้วยกันได้เหมือนเดิม” ไม่มัวนั่งกลุ้มใจ ในการทำธุรกิจ การเผชิญความผันผวนของเศรษฐกิจ หรือปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยาก เป็นสิ่งที่ต้องรับมือและเผชิญแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ รตา สะท้อนมุมมองกับเราว่า เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจหรือโควิด-19 ไผ่ทองเลือกที่จะไม่นั่งกลุ้มใจหรือทำแบบเดิมแล้วหวังผลใหม่ แต่เราจะนำ Pain Point มาทดลองแก้ปัญหา เช่น ช่วงโควิด-19 มีลูกค้า inbox มาถามว่า “ไอติมส่งไปรษณีย์ได้ไหม?” คำถามเดียวนี้ทำให้เรานำเข้าที่ประชุม ทดลองแพ็คเกจจิ้งและระบบขนส่งจนเกิดเป็นบริการ Next Day Delivery และหน้าร้านออนไลน์บน Shopee นอกจากนี้ เรายังสนับสนุนให้ทีมงานและผู้แทนจำหน่ายใช้ AI ในการช่วยแต่งรูป ทำคอนเทนต์ และสร้างคอมมูนิตี้ในพื้นที่ หากช่วงไหนขายไม่ดี ให้นำเวลานั้นมาพัฒนาตัวเองและลองทำช่องทางใหม่ ๆ ขณะเดียวกัน ในวันที่เผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดแท้จริงแล้วอาจไม่ใช่เรื่องของตัวสินค้า แต่คือ “กำแพงแห่งข้อแม้” ที่เราสร้างขึ้นมาขังตัวเองไว้ในใจ ไม่ว่าจะเป็นความอาย ความกลัวว่าทำไปแล้วจะไม่มีใครดู หรือการคิดไปเองว่าเราทำไม่เป็น รตา ให้มุมมองกับเราเพิ่มเติมว่า หัวใจสำคัญของการพากิจการฝ่าวิกฤต เริ่มต้นจากการทลายข้อแม้เหล่านั้นทิ้งไป แล้วเปิดใจลงมือทำทันที เพราะในการทำธุรกิจ การทดลองสิ่งใหม่ 10 อย่าง แล้วสำเร็จหรือ “คลิก” เพียงแค่ครั้งเดียว ก็คุ้มค่ามหาศาลแล้ว ดีกว่าการนั่งกลุ้มใจแล้วปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่ขยับขยายอะไรเลย และเมื่อกล้าที่จะนับหนึ่งแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดถัดมาคือ “การยืนระยะให้นานพอ” อดทนทำอย่างต่อเนื่องโดยไม่ยอมแพ้ไปเสียก่อนระหว่างทาง แล้วช่องทางใหม่ๆ รวมถึงโอกาสที่ไม่เคยคาดคิด จะค่อยๆ ปรากฏให้เห็นเอง “ทำก่อน แล้วก็อดทนให้นานพอ อย่าไปกลัวกับปัญหา ค่อย ๆ แก้ คิดวิธีใหม่ แล้วอย่าปล่อยมือ ทำอย่างต่อเนื่อง นั่นคือ Key ของการทำธุรกิจ” เป้าหมายต่อไป พาไอศกรีมกะทิ ไปสู่เวทีโลก จากเรื่องราวตลอดเส้นทาง 75 ปี ของไผ่ทองไอสครีม (ต้นตำรับ) ที่เริ่มต้นโดยชายชาวจีนอพยพผู้สะพายกระติกไม้ไผ่เดินขายตามชุมชนและหน้าโรงเรียน สู่การเติบโตจนมีเครือข่ายทั่วประเทศในปัจจุบัน และเข้าหาผู้บริโภคด้วยวิธีการใหม่ ๆ รตา สะท้อนความภูมิใจต่อแบรนด์นี้ว่า ไผ่ทองไอสครีม (ต้นตำรับ) ไม่ได้เป็นเพียงแค่ธุรกิจของครอบครัว แต่มันคือ “มรดกและความผูกพัน” ที่เติบโตมาพร้อมกับความทรงจำของผู้คนในสังคมไทย “พี่ภูมิใจนะ ในวันที่ไผ่ทองเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่โตมากับทุกคน มันเป็นเรื่องดีมากที่คุณเคยเห็นไอติมหน้าโรงเรียนสมัยเด็ก ๆ แล้วพอโตขึ้น คุณได้เห็นมันปรับเปลี่ยน ทันสมัยขึ้น และหาทานได้ง่ายขึ้นในหลากหลายรูปแบบ” ทว่าความภาคภูมิใจในฐานะแบรนด์ไทยดั้งเดิมไม่ได้หยุดอยู่แค่ในประเทศ เพราะเป้าหมายถัดไปของไผ่ทองคือ การพาไอศกรีมไทยแบรนด์นี้ และวัฒนธรรมการกินแบบไทยอย่าง “ไอศกรีมกะทิสดใส่ขนมปังฮอตดอก” ไปสู่สายตาชาวโลก แม้จะต้องฝ่าฟันอุปสรรคเรื่องระบบขนส่งความเย็น (Cold Chain Logistics) และข้อจำกัดเรื่องอายุสินค้า แต่ด้วยหัวใจของการไม่หยุดนิ่ง กล้าปรับตัว และพร้อมเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ ไผ่ทองไอสครีม ตั้งเป้าที่จะนำพาไอศกรีมกะทิใส่ขนมปังของไทยไปก้าวไกลในเวทีโลกอย่างภาคภูมิใจ “ถ้าวันหนึ่ง ‘ไอศกรีมกะทิ’ จะกลายเป็นสัญลักษณ์ที่คนนึกถึงเหมือนต้มยำกุ้งหรือผัดไทย พี่จะดีใจมาก อยากให้ไอศกรีมกะทิในขนมปังไปถึงจุดนั้น อยากให้ฝรั่งได้ลองกินดูว่าไอศกรีมกับขนมปังมันอร่อยขนาดไหน” ไม่มีอะไรเปลี่ยนไม่ได้ รตา สะท้อนข้อคิดและบทเรียนที่ได้เรียนรู้จากแบรนด์นี้ โดยมองว่า ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นเก่าที่ยึดติดกับความสำเร็จหรือวิธีกระบวนการเดิม ๆ หรือคนรุ่นใหม่ที่คุ้นชินกับกรอบความคิดเฉพาะตัว ในวันที่สถานการณ์รอบตัวบังคับหรือโลกหมุนเปลี่ยนไป ไม่มีอุปสรรคใดเลยที่ไม่สามารถปรับปรุง แก้ไข หรือหาทางออกใหม่ ๆ ได้ หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การ “กล้าเปิดใจ เปลี่ยนวิธีคิด และมองมุมใหม่ ๆ” โดยยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แล้วเริ่มต้นลงมือทำอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ให้เวลากับการเรียนรู้ อดทนยืนระยะให้มากพอ เพื่อที่จะเติบโตและยืดหยุ่นไปพร้อมกับโลกในทุกยุคทุกสมัย “ไม่มีอะไรที่ปรับเปลี่ยนแก้ไม่ได้ ทุกคนต้องพร้อมที่จะ ‘ยอมปรับ ยอมเปลี่ยน’ เพื่อเติบโตไปกับโลก” อ่านข่าวต้นฉบับ: ไผ่ทองไอสครีม : คิดต่าง กล้าทดลอง เปลี่ยนทุกปัญหาเป็นโอกาส
EXCLUSIVE เรื่อง : พฤฒินันท์ สุดประเสริฐ ภาพ : ภูริณัฐ พูลธัญกิจ หากพูดถึงไอศกรีม หนึ่งในแบรนด์ไทยที่ทรงพลัง และเป็นที่ร






Comentários