รักชนก เดือด ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ คุมสภา-องค์กรอิสระ ริบอำนาจปธ.กมธ. ถามกะจะไม่ให้ใครตรวจสอบพวกตัวเอง? เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเพจ เฟซบุ๊ก ระบุว่า อำนาจสภาวุฒิสภา สว. – คุณก็คุมเสียงข้างมากได้ อำนาจสภาผู้แทนราษฎร สส. – คุณก็คุมเสียงข้างมากได้ อำนาจนิติบัญญัติ – คุณอยากจะเอาราษฎรอะไรเข้าพิจารณารัฐบาลเลือกได้หมด สภาลัดคิวให้ก่อน จะผ่านราษฎรอะไรก็ผ่านได้เพราะมีเสียงข้างมาก การบริหารจัดการงานสภาอำนาจประธานสภาก็คนของรัฐบาล อำนาจการบริหารราชการแผ่นดิน ควบคุมความเป็นไปของระบบราชการ ออกกฎหมาย/กฎระเบียบ บริหารงบประมาณแผ่นดินปีละ 4 ล้านล้าน เงินนอกงบประมาณปีละ 10 ล้านล้าน – อำนาจทั้งหมดล้วนอยู่ในมือ เพราะเป็นอำนาจโดยตรงของคนเป็นรัฐบาล อำนาจองค์กรอิสระ ที่ใช้ตรวจสอบถ่วงดุลทั้งหมด – คุณก็คุมได้หมด เพราะครึ่งค่อนองค์กร กกต. ,ป.ป.ช. ,คตง.(สตง.), ศาลรัฐธรรมนูญ, อัยการสูงสุด และอีกหลายองค์กร สว. เลือกมากับมือ และในอนาคตก็จะถูกเปลี่ยนถ่ายเป็นคนของสีน้ำเงินทั้งหมด กลไกท้องถิ่น ผู้นำท้องถิ่น เครือข่ายท้องถิ่น – คุณก็เลี้ยงดูปูเสื่อจนหาคนแตกแถวได้ยากยิ่ง อำนาจบนแผ่นดินนี้ ไม่ว่าอำนาจบริหารราชการแผ่นดิน หรืออำนาจในการตรวจสอบถ่วงดุล ล้วนอยู่ในมือสีน้ำเงิน ทุกวันนี้องค์กรตรวจสอบทั้งหมด เสมือนมีไว้เพื่อปกป้องเฉพาะสีน้ำเงิน แต่มุ่งทำลายสีอื่นๆให้หมดสภาพ สิ้นซาก ในมือฝ่ายค้าน ก็มีแค่กลไกกรรมาธิการตรวจสอบ จากทั้งหมด 35 คณะ พรรคประชาชนเป็นประธานเพียง 9 คณะ ซึ่งอำนาจไม่ได้มากมาย ทำได้แค่เชิญผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงและขอเอกสาร ไม่มีอำนาจในการให้คุณหรือลงโทษใดใด ทั้งสิ้น อำนาจเล็กๆน้อยๆแค่นี้ ก็ยังจะเอาเหรอ จะเอาทุกอย่าง จะเอาทุกอำนาจที่มีบนแผ่นดินนี้ไปเป็นของพวกตัวเองให้หมดให้ได้เลยเหรอ กะจะไม่ให้ใครในประเทศนี้ตรวจสอบพวกตัวเองได้เลยใช่ไหม? ประเทศเราจะอยู่กันแบบนี้จริงๆเหรอ ? Screenshot ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ น.ส.รักชนก ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ประเทศเราจะอยู่กันแบบนี้จริงๆ เหรอ จะตัดทุกอำนาจตรวจสอบ บิดเบือนกลไกการถ่วงดุล บิดเบือนกฎหมายแค่เพียงเพราะไม่อยากให้รัฐบาสีน้ำเงินถูกเล่นงาน จะอยู่กันแบบนี้จริงๆหรือ ? ล่าสุด ประธานสภาฯ โสภณ ซารัมย์ เพื่อนรุ่นเดียวกับ เนวิน ชิดชอบ ซึ่งพ่อประธานสภาเป็นลูกน้องปู่ชัย เรียกได้ว่ามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งแน่นแฟ้น วันนี้เรียกประชุมฝ่ายเลขาสภาเพื่อวางกรอบเข้มห้ามประธาน กมธ. ใช้อำนาจเรียก-บรรจุวาระ ต้องอาศัยมติที่ประชุมเท่านั้น ประชาชนที่ไม่ได้ทราบกลไกสภาฟังเผินๆ เหมือนไม่เกี่ยวอะไรกับท่าน แต่อยากให้ท่านทราบไว้ นี้คือความพยายามจะจำกัดอำนาจตรวจสอบของฝ่ายค้านที่มีอยู่เพียงเล็กน้อย ให้มันเล็กลงอีก ถึงที่สุดคือฝ่ายค้านแทบจะทำการตรวจสอบอะไรไม่ได้เลย สิ่งที่ดิฉันตั้งข้อสังเกตไว้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาสุดท้ายก็เกิดขึ้นจริง หนังสือที่นายศุภชัย ใจสมุทร ส่งให้ประธานสภาพิจารณาเพื่อลด อำนาจประธาน กมธ. เพราะไม่พอใจที่ กมธ.ติดตามงบ ตรวจสอบโครงการ THAi passpot ร่วมกับ กมธ. กฎหมาย และ ไม่พอใจที่จะมีการเรียก สส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ ชี้แจงใน กมธ. จนประธานเรียกประชุมประธาน 35 คณะ และวันนี้ก็ออกหนังสือมาเป็นเรื่องเป็นราว อยากกำจัดประธาน กมธ. ไม่กี่คน ก็เลยจุดไฟเผาสภา เผาอำนาจตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติทิ้ง บิดเบือนทุกหลักการ บิดเบือนกฎหมาย แล้วตีความทุกอย่างตามอำเภอใจ ถ้าเอาหลังพิงกฎหมายจริงๆ อำนาจของคณะกรรมาธิการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซึ่งกำหนดไว้ใน มาตรา 129 ซึ่งบัญญัติให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามีอำนาจเลือกสมาชิกของแต่ละสภาตั้งเป็นคณะกรรมาธิการสามัญ หรือเลือกบุคคลผู้เป็นสมาชิกหรือมิใช่สมาชิกตั้งเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณา สอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใดๆ ในหน้าที่ของสภา โดยการมีกรอบการใช้อำนาจตามข้อบังคับการประชุมสภา ข้อ 90 ให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการสามัญขึ้นสามสิบห้าคณะ แต่ละคณะประกอบด้วย กรรมาธิการมีจำนวนสิบห้าคน โดยให้มีหน้าที่และอำนาจ ตามที่กำหนด ข้อ 93 การประชุมคณะกรรมาธิการ ให้นำข้อบังคับนี้เฉพาะที่เกี่ยวกับการประชุมมาใช้บังคับ โดยอนุโลม : โดยอนุโลม หมายถึง ให้ตีความใช้ได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมายหรือข้อบัญญัติอื่นๆ จึงต้องไปดูที่ วิธีการประชุม ข้อ 22 ในกรณีที่ประธานสภาเห็นสมควรจะบรรจุเรื่องใดเพิ่มเติมในระเบียบวาระการประชุม อีกก็ได้ แต่ต้องก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่าหนึ่งวัน และให้ดำเนินการตามข้อ 21 เว้นแต่เป็นเอกสารลับ ให้เป็นไปตามระเบียบที่ประธานสภากำหนด ข้อ 23 การจัดระเบียบวาระการประชุม ให้จัดลำดับ ดังต่อไปนี้ (1) กระทู้ถาม (2) เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม (3) รับรองรายงานการประชุม (4) เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว (5) เรื่องที่ค้างพิจารณา (6) เรื่องที่เสนอใหม่ (7) เรื่องอื่น ๆ ในกรณีที่ประธานสภาเห็นว่าเรื่องใดเป็นเรื่องด่วน จะจัดไว้ในลำดับใดของระเบียบวาระ การประชุมก็ได้แต่จะจัดไว้ก่อนเรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วไม่ได้ ถ้าหากตีความอย่างเคร่งครัดตามตัวบทกฎหมาย อำนาจในการบรรจุวาระการประชุม เป็นอำนาจของประธานสภา ดังนั้น ข้อบังคับการประชุมสภาจึงให้อำนาจประธาน กมธ. ใช้อำนาจในลักษณะเดียวกัน แล้วสภาก่อนหน้านี้มีมา 26ชุด ทุกชุดก็ใช้อำนาจในลักษณะนี้มาโดยตลอด ไม่มีสภาชุดไหนที่อยู่ดีดีประธานสภาก็คิดอยากลดอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ จนเรามาเจอระบอบสีน้ำเงิน ซึ่งการออกระเบียบเช่นนี้จะทำให้การทำงานใน กมธ. สามัญ และ วิสามัญ ทุกชุดไม่เว้นฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาลทุกคนจะเจอปัญหาหมด 1) ประธานสภาไม่เข้าใจ อำนาจตามข้อบังคับการประชุมสภา กับอำนาจตาม พรบ.อำนาจเรียกฯ หากจะใช้ พรบ.อำนาจเรียก ประธานไม่สามารถใช้ได้ตามอำนาจตามอำเภอใจได้อยู่แล้ว ต้องขอเป็นมติที่ประชุมเท่านั้น สิ่งนี้บรรจุไว้แล้วในกฎหมาย พรบ.อำนาจเรียกไม่เคยมีใครละเมิด จะกมธ.ติดตามงบ หรือ กมธ.กฎหมาย ทุกครั้งที่ใช้ พรบ. อำนาจเรียกฯ จะต้องโหวตทีละคน แต่การบรรจุวาระการประชุม การเชิญผู้ชี้แจงและการเรียกเอกสาร ควรเป็นอำนาจของประธาน ซึ่งมันชัดเจนแล้ว ตามข้อบังคับการประชุมสภาข้างต้น 2) ตั้งแต่เริ่มแรก แบ่งโควต้าประธานให้แต่ละพรรคตามสัดส่วนชัดเจน แล้วแต่ละคนก็ไปบริหาร กมธ. ของตนเอง ซึ่งการทำงานใน กมธ. ทุกคนจากทุกพรรคต้องคุยกันเพื่อให้งานราบรื่นอยู่แล้วเป็นปกติ เหมือนการประชุมสภานั่นแหละ ที่จะบรรจุอะไรเป็นอำนาจประธานก็จริง แต่วิปฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาลก็สามารถหารือเพื่อเสนอความคิดเห็นได้ แต่ตอนนี้ประธานสภาต้องการให้อำนาจทั้งหมดกลับไปเป็นอำนาจเสียงข้างมาก หมายถึง ต่อจากนี้ถ้าไม่อยากให้ กมธ. ไหนประชุมเพื่อตรวจสอบเรื่องอะไร ก็เพียงแต่ให้ สส. ฝั่งรัฐบาลรวมหัวกันคว่ำ วอล์กเอาต์ ไม่มาประชุม แล้วทุกอย่างก็จะหยุดชะงัก เป็นการทำให้อำนาจประธานต่อไป เป็นการริบโควต้าประธาน กมธ. ฝ่ายค้านโดยละมุนละม่อม 3) หากบิดเบือนกฎหมายตามอำเภอใจเช่นนี้ สุดท้ายงานกรรมาธิการไม่ว่าประธานมาจากฝ่ายไหน ชุดสามัญหรือวิสามัญ ทุกคนจะเจอปัญหาหมด ถ้าทุกครั้งต้องมีมติก่อนถึงจะประชุมได้ แปลว่าถ้ามีการหยุดประชุมไปสักระยะนึง ด้วยเหตุว่าติดอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือติดช่วงปิดสมัยประชุม จะไม่สามารถเรียกกลับมาประชุมได้อีกเลย เพราะประธานบรรจุวาระไม่ได้ ต้องขอมติก่อน เมื่อหยุดยาวก็ไม่รู้ว่าจะประชุมอีกเมื่อไหร่แล้วจะขอมติอย่างไร แม้มีแนวทางในเรื่องนี้ แต่ฝ่ายเลขาก็จะกลัวที่จะทำผิดระเบียบ จนกระทบการทำงานในที่สุด 4) เรื่องนี้ไม่ใช่อะไรอื่น ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนแต่อย่างใด เพียงแต่ต้องการตัดแขนตัดขาฝ่ายค้าน ตัดอำนาจตรวจสอบ คุมองค์กรอิสระได้ก็ยังไม่พอใจ อำนาจเล็กๆอย่าง ประธาน กมธ. ก็จะเอาให้หมด ศุภชัยเสิร์ฟ โสภณเซต และนิกรตบ ใช่ค่ะ นอกจากทั้งหมดด้านบนตอนนี้นายนิกร จำนง สส.ภูมิใจไทย ได้ยื่นร่างข้อบังคับประชุมสภา ซึ่งดิฉันเรียกย่อๆว่า ฉบับทำลายอำนาจประธาน กมธ. เข้ามาสู่สภาและบรรจุวาระรอพิจารณาแล้ว ในมือฝ่ายค้าน ก็มีแค่กลไกกรรมาธิการตรวจสอบ จากทั้งหมด 35คณะ พรรคประชาชนเป็นประธานเพียง 9คณะ ซึ่งอำนาจไม่ได้มากมาย ทำได้แค่เชิญผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงและขอเอกสาร ไม่มีอำนาจในการให้คุณหรือลงโทษใดใดทั้งสิ้น แค่นี้ก็ยังจะเอา จะเอาทุกอย่าง จะเอาทุกอำนาจที่มีในประเทศนี้ ไปเป็นของพวกตัวเองให้หมดเลยใช่ไหม ? Screenshot
ล่าสุด ประธานสภาฯ โสภณ ซารัมย์ เพื่อนรุ่นเดียวกับ เนวิน ชิดชอบ ซึ่งพ่อประธานสภาเป็นลูกน้องปู่ชัย เรียกได้ว่ามีความสัมพัน



Yorumlar