สำนักเลขาสภาฯ ร่อนเอกสารข่าวแจง ปม ‘ปธ.โสภณ’ ออกระเบียบประชุมกมธ. เพื่อให้เป็นแนวทางเดียวกัน เป็นไปตาม รธน.-ข้อบังคับ ยันไม่มีเจตนาให้การทำงานของคณะกรรมาธิการ ยุ่งยาก-ล่าช้า เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกเอกสารข่าว เรื่อง แนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎร ตามที่ได้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมาธิการสามัญ ประจำสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งประธานสภาผู้แทนราษฎรได้นำเรื่องดังกล่าวหารือร่วมกันในการประชุมประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยที่ประชุมมอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจัดทำแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้การดำเนินงานของคณะกรรมาธิการสามัญทั้ง 35 คณะ เป็นมาตรฐานเดียวกัน สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยสำนักกรรมาธิการทั้ง 3 สำนัก ได้แก่ สำนักกรรมาธิการ 1 สำนักกรรมาธิการ 2 และสำนักกรรมาธิการ 3 ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมาธิการทุกคณะได้เสนอแนวทางการดำเนินงาน และประธานสภาผู้แทนราษฎรมีดำริเห็นชอบแนวทางดังกล่าว ดังที่ปรากฏเป็นข่าว และเกิดข้อคิดเห็นในสังคมนั้น สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ขอเรียนว่า เนื่องจากรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุม สภาผู้แทนราษฎรมิได้กำหนดเกี่ยวกับการประชุมของคณะกรรมาธิการบางเรื่องไว้เป็นการเฉพาะ จึงต้องอนุโลมนำข้อบังคับใช้กับการประชุมคณะกรรมาธิการ แต่เนื่องจากที่ผ่านมาในทางปฏิบัติไม่มีผู้โต้แย้งเกี่ยวกับการดำเนินการของคณะกรรมาธิการ ส่งผลให้ไม่มีการกำหนดแนวทางการดำเนินงานไว้อย่างชัดเจน จนอาจเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนและทำให้การดำเนินงานของฝ่ายเลขานุการคณะกรรมาธิการแตกต่างกัน แต่เมื่อมีการโต้แย้งขึ้น สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจึงได้จัดทำแนวทางการดำเนินงานดังกล่าวเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้การปฏิบัติงานของฝ่ายเลขานุการเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ดังนั้นสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ขออธิบายเพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อสาธารณชน ดังนี้ 1.แนวทางการดำเนินงานดังกล่าวมิได้เป็นการจำกัดอำนาจของประธานคณะกรรมาธิการคงเป็นแต่เพียงการอธิบายบทบัญญัติของกฎหมายให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติ ลดข้อโต้แย้งระหว่างกรรมาธิการด้วยกันเพื่อให้การดำเนินงานของคณะกรรมาธิการแต่ละคณะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย 2.การนัดประชุมคณะกรรมาธิการที่ผ่านมา โดยหลักเป็นไปตามมติของคณะกรรมาธิการ โดยในการประชุมคณะกรรมาธิการครั้งแรก ที่ประชุมจะกำหนดว่าจะนัดประชุมคณะกรรมาธิการในวันใดของแต่ละสัปดาห์ เช่น ทุกวันพุธช่วงเช้า หรือทุกวันพฤหัสช่วงเช้า เป็นต้น ทั้งนี้ ประธานคณะกรรมาธิการอาจกำหนดนัดประชุมคณะกรรมาธิการเป็นพิเศษได้หากมีเหตุจำเป็น เช่น กรณีคณะกรรมาธิการได้งดประชุมไประยะหนึ่ง ประธานคณะกรรมาธิการก็มีอำนาจนัดประชุมได้ 3.การบรรจุระเบียบวาระการประชุมของคณะกรรมาธิการ เนื่องจากข้อบังคับการประชุมไม่ได้กำหนดระเบียบวาระการประชุมของคณะกรรมาธิการไว้เป็นการเฉพาะ ในทางปฏิบัติคณะกรรมาธิการได้กำหนดวาระการพิจารณาออกเป็น 4 วาระ คือ ระเบียบวาระที่ 1 เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ระเบียบวาระที่ 2 รับรองบันทึกการประชุม ระเบียบวาระที่ 3 เรื่องพิจารณา ระเบียบวาระที่ 4 เรื่องอื่นๆ ทั้งนี้ ในการพิจารณาศึกษาหรือดำเนินการต่างๆ ของคณะกรรมาธิการ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 129 ซึ่งคณะกรรมาธิการอาจเรียกบุคคลมาให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการ จะถูกบรรจุในระเบียบวาระที่ 3 เรื่องพิจารณา การดำเนินการต่างๆ ในวาระนี้ จึงต้องเป็นไปตามมติของคณะกรรมาธิการ สำหรับอำนาจบรรจุระเบียบวาระของประธานคณะกรรมาธิการนั้น ประธานคณะกรรมาธิการจะมีอำนาจบรรจุระเบียบวาระในเรื่องใด จะต้องมีกฎหมายกำหนดให้อำนาจไว้ เช่น รายงานการศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการ เมื่อพิจารณาเสร็จแล้ว ตามข้อบังคับการประชุมฯ ข้อ 96 กำหนดให้ต้องรายงานต่อคณะกรรมาธิการ ประธานคณะกรรมาธิการจึงมีอำนาจบรรจุเรื่องดังกล่าวในระเบียบวาระที่ 3 เรื่องพิจารณาได้ เป็นต้น โดยในเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ได้กำหนดไว้ ประธานคณะกรรมาธิการก็มีอำนาจบรรจุระเบียบวาระ การประชุมในระเบียบวาระที่ 1 เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม และระเบียบวาระที่ 4 เรื่องอื่นๆ ในระเบียบวาระเรื่องอื่นๆ นี้ จะต้องเป็นเรื่องที่อยู่ในกรอบหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการ เพื่อให้คณะกรรมาธิการพิจารณามีมติร่วมกันว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เช่น การพิจารณาเรื่องร้องเรียนว่าอยู่ในหน้าที่และอำนาจหรือไม่ พิจารณาแนวทางการดำเนินงานต่างๆ ของคณะกรรมาธิการ เป็นต้น แต่ประธานคณะกรรมาธิการไม่อาจเรียก หรือเชิญบุคคลหรือผู้แทนหน่วยงานใดเข้าให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการในระเบียบวาระนี้ได้ การเรียกบุคคลหรือเอกสารของคณะกรรมาธิการ เนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 239 กำหนดให้อำนาจเรียกบุคคลหรือเอกสารเป็นของคณะกรรมาธิการ การใช้อำนาจดังกล่าวจึงต้องเป็นไปตามมติของคณะกรรมาธิการเท่านั้น ประกอบกับศาลรัฐธรรมนูญได้เคยมีคำวินิจฉัยที่ 17/2563 ว่าอำนาจเรียกเป็นการเชิญหรือการขอความร่วมมือ ดังนั้น ไม่ว่าจะใช้ถ้อยคำในหนังสืออย่างไร ก็เป็นการใช้อำนาจเรียกตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 239 ทั้งสิ้น ประธานคณะกรรมาธิการจึงไม่อาจกระทำได้เพียงลำพัง การพิจารณาเรื่องเกี่ยวข้องกันของคณะกรรมาธิการ รัฐธรรมนูญ มาตรา 129 กำหนดห้ามมิให้คณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษาในเรื่องที่ซ้ำซ้อนกัน แต่อาจพิจารณาศึกษาในเรื่องที่เกี่ยวข้องกันได้ ตามระเบียบที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรกำหนด ดังนั้น ในกรณีที่คณะกรรมาธิการมากกว่าหนึ่งคณะพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน จึงต้องดำเนินการตามระเบียบสภาผู้แทนราษฎร ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการกระทำกิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใดที่มีความเกี่ยวข้องกันของคณะกรรมาธิการหลายคณะ พ.ศ.2562 ซึ่งตามระเบียบฯมีหลักการให้เกิดการพูดคุยระหว่างประธานสภาผู้แทนราษฎรกับประธานคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางออกที่เกิดประสิทธิภาพในการตรวจสอบฝ่ายบริหารควบคู่ไปกับประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ไม่ต้องเข้ามาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการหลายคณะภายในสัปดาห์เดียวกัน ระเบียบฯ ดังกล่าวมิได้มีเจตนารมณ์เพื่อก่อให้เกิดความยุ่งยากหรือล่าช้าในการทำงานของคณะกรรมาธิการแต่อย่างใด เป็นเพียงการปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายและระเบียบกำหนดไว้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงบ่ายมีการแจ้งว่าเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจะแถลงข่าวในเรื่องนี้ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้แถลง แต่ออกเป็นเอกสารข่าวแทน
สำนักเลขาสภาฯ ร่อนเอกสารข่าวแจง ปม ‘ปธ.โสภณ’ ออกระเบียบประชุมกมธ. เพื่อให้เป็นแนวทางเดียวกัน เป็นไปตาม รธน.-




Yorumlar