‘พีรวิชญ์’ ยัน ‘ต้องรื้อ’ การศึกษาไทย ระบบปฏิบัติการเก่าในยุคใหม่ เปิดทางท้องถิ่น-เอกชนร่วม เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ที่ห้องอินฟินิตี้ 1-2 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ รางน้ำ กรุงเทพฯ กองบรรณาธิการ มติชน จัดสัมนา หัวข้อ Thailand Education Next for All : พลิกโฉมอนาคตการศึกษาไทย ซึ่งมีเป้าหมายให้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและระดมข้อเสนอ ร่วมกันกำหนดทิศทางและยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยในอนาคต ซึ่งมีร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติที่กำลังรอเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนการศึกษา ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศเวลา 11.15 น. เข้าสู่ช่วง เสวนา “รวมพลังการเมือง ปลดล็อกการศึกษาไทย” โดย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม, นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน, นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, นายพีรวิชญ์ ขันติศุข ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายพีรวิชญ์กล่าวว่า ปัญหาที่เรามองอย่างแรกคือระบบที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นระบบปฏิบัติการที่เก่าในยุคที่ใหม่ เพราะฉะนั้นเวลาที่เราจะ Install Software, Install App อะไรใหม่ๆทำไม่ได้แล้ว เพราะมันผิดที่ผิดทางไปแล้ว จะยกตัวอย่างให้เห็นว่า เราพูดกันมาตลอดอย่างที่ท่านรัฐมนตรี ศธ.กล่าวว่า พ.ร.บ.การศึกษาทำมาตั้งแต่ปี 1999 ก่อนปี 2000 ดังนั้น วันนี้ไม่ต้องพูดถึง Install App เพราะระบบปฏิบัติการไม่มีแล้ว มันเป็นปัญหาว่าเมื่อก่อนเราอาจจะวิ่งเข้าสู่มาตรฐานเดี่ยว (Single Standard) ในทางการศึกษา รวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง จากนั้นส่วนกลางเป็นคนเคาะคนฟัน ยุคสมัยเปลี่ยนไป 25-26 ปี กลายเป็นยุคของ Personalize มากขึ้น ซึ่งมันไม่ได้แล้ว อะไรที่ขัดแย้งกับต้นแบบ อันเก่าก็จะมีปัญหา จากนั้น นายพีรวิชญ์กล่าวถึงเรื่องสูตรจัดสรรงบประมาณว่า เมื่อก่อนเราจัดสรรงบประมาณแบบรายหัว หมายถึงว่า โรงเรียนมีนักเรียนกี่คนแล้วคูณงบประมาณไปเลย คำนวณง่ายดี แต่ในยุคสมัยนี้พอเราเจอวิกฤตหนัก ที่ตนว่ากระแทกประเทศไทยแรงมาก คือโครงสร้างประชากรที่มันลดลงอย่างยิ่งยวด โรงเรียนที่เล็กที่ได้งบรายหัวคูณจำนวนน้อยอยู่แล้ว แทบจะจัดการศึกษาไม่ได้ พอเจอโครงสร้างประชากรที่มันลดฮวบไปมันยิ่งไม่ได้เลย ส่วนนี้เป็นสิ่งที่เรานำมาพัฒนาเป็นสูตรจัดสรรงบประมาณที่ทำอยู่ และในพ.ร.บ.มีเปิดช่องตรงนี้ไว้ด้วย เรื่องการจัดสรรงบประมาณต่างๆ เหมือนเป็นการอัพเดตระบบปฏิบัติการทั้งหมด แต่ส่วนไส้ในสามารถมาคุยกันได้ “ถ้าเราไปดูพระราชบัญญัติการศึกษาในหลายๆ ประเทศ จะเป็นกรอบกว้างที่เปิดไว้แล้ว เรื่องดีเทลมาว่ากันว่ามีอะไรที่ต้องแก้ เพราะไม่งั้นเราจะต้องวนรื้ออยู่กับการแก้ พ.ร.บการศึกษาตลอด ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่ต้องมาแตะกันทุกยุคทุกสมัย คำว่าดีเทลผมหมายถึง พ.ร.บ.ระดับลูกลงมา หรือว่าจริงๆ อาจจะเป็นแค่กฎของกระทรวงก็ได้ ในบางเรื่องบางมิติ เพราะฉะนั้นมันจะทำให้การจัดการการศึกษาของเราสามารถปรับความคล่องตัวได้มากขึ้น แต่ที่สำคัญที่สุดคือมันต้องรื้อระบบปฏิบัติการก่อนถึงจะ Install App อื่นๆ ได้ ต้องรื้อระบบปฏิบัติการเพื่อที่จะทำให้มันเปิดช่องให้พูดถึงในอนาคตได้ว่าเราจะปรับปรุงระบบการศึกษาในจุดไหนบ้าง” นายพีรวิชญ์กล่าว นายพีรวิชญ์กล่าวต่อไปว่า ในแนวทางของหลักการ พ.ร.บ.ที่ทำเพื่อแก้ปัญหาใหม่ตรงนี้ไม่ได้หลุดออกจากกัน หลักการคล้ายกันมาก กลับมาเรื่องของการร่างกระทรวงที่มันเกิด ตนอยู่ในขณะที่ผลักดันตรงนี้ให้เกิดขึ้น ต้องเล่าอย่างนี้ว่า พ.ร.บ.การศึกษาเป็น พ.ร.บ.สำหรับตนรองลงมาจากรัฐธรรมนูญของประเทศ คือ พ.ร.บ.การศึกษา เพราะเป็น พ.ร.บ.ที่ทุกคนมีส่วนเกี่ยวข้องกับร่างนี้แน่นอน เป็น พ.ร.บ.ที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนในการจัดทำมากและมีผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมาก ในส่วนเรื่องนักเรียนเป็นสิ่งสำคัญ เพราะคือหัวใจของ พ.ร.บ.ที่อยู่ใน พ.ร.บ.โดยตรง ตอนจัดเวที Workshop นับตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม ว่าจะเอาแนวทางไหนดีในการเดิน พ.ร.บ.นี้ และขั้นตอนในการทำมีการพูดคุยรับฟังคนเรื่อยๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคือเราตั้งอนุกรรมยกร่างนี้ขึ้นมา เราลดกำแพงลงจริงๆ ว่าเราในฐานะที่มาจากพรรคการเมืองเราถอยตัวออกจากตรงนี้ดีกว่า “เราเอาผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ คนที่ทำงานเรื่องสื่อ เรื่องการศึกษา เข้าไปอยู่ในคณะกรรมการยกร่างนี้ พอคณะกรรมการชุดนี้คุยกันเสร็จ ได้หลักการก่อนจะเขียนเป็นบทละเอียด เราเอาหลักการมารับฟังจากสาธารณะ มีคนให้ความเห็นทั้งหมด 5 หมื่นกว่าความเห็นที่เกิดขึ้น ถามนักการเมืองตลอดเพราะยังไงเราก็คือตัวแทนของประชาชนอยู่แล้ว และทำการรับฟังแบบออนไซต์ใน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศไทย แน่นอนว่าการรับฟังทั้งหมด มีน้องเยาวชนที่เป็นนักเรียน นักศึกษา บุคลากรทางการศึกษา ทุกคน เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งทั้งหมด และนำเสนอให้กับคณะกรรมการชุดนี้เพื่อนำไปปรับปรุงร่างรอบสุดท้าย ก่อนที่จะส่งเข้าตามกระบวนการ ครม.” นายพีรวิชญ์กล่าว นายพีรวิชญ์กล่าวถึงนวัตกรรมในการรับฟังว่า น่าจะเป็น พ.ร.บ.แรกในประเทศไทยที่เรามีส่วนร่วมกับผู้พิการจำนวนมาก การอ่าน ออกเสียงให้กับผู้พิการทางสายตา และแปลเป็นภาษามือ แต่เป็นแค่แปลเป็นทางเดียว คราวนี้ของเราทำเป็นสองทาง คือน้องที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน อยากจะคอมเมนต์ เรามีแพลตฟอร์มที่คอมเมนต์ได้ และทั้งหมดทั้งแพลตฟอร์มนี้มีคนเกี่ยวกับวงการคนพิการทางการศึกษาพิเศษต่างๆ คอมเมนต์มากกว่า 1,300 คน และมีน้องที่มีความบกพร่องทางการพิการร่วมคอมเมนต์ในนี้ด้วย และมีล่ามแปลออกมา กลายไปเป็น 1 ต้นทางในการปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.ก่อนที่จะส่งเข้าครม. ไม่ใช่ว่าเราตั้งคณะกรรมาธิการแล้วจะหยุด เราอยากจะตั้งอนุกรรมาธิการรัยฟังอีกเพราะว่าพ.ร.บ.ร่างนี้ อย่างที่เราไทม์ไลน์แค่ 4 เดือนกว่า “เป็น พ.ร.บ.ที่เขย่งก้าวกระโดดจริงๆ ด้วยวัฏจักรทางการเมืองสั้นกว่าวัฏจักรทางการศึกษา ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก เราเลยอยากจะทำให้วัฏจักรทางการศึกษาครั้งนี้มันทันวัฏจักรทางการเมือง ซึ่งเราคาดหวังอย่างยิ่งว่าจะทัน และทำให้ พ.ร.บ. อย่างน้อยได้มีการถกเถียงกันในสภา และช่วยกันปรับ ช่วยกันตบซ้ายตบขวาให้มันดีที่สุดที่ออกมา เพราะเชื่อว่าหลักการทุกท่านเห็นตรงกัน ผมไม่เคยเห็นใครคิดร้ายกับระบบการศึกษาไทยตั้งแต่ผมรับฟังมา เชื่อว่าสิ่งนี้จะเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ พ.ร.บ.การศึกษาเดินหน้าได้ อย่างน้อยเป็นความหวังสเต็ปแรกของการจะยกเครื่องการศึกษาไทย” นายพีรวิชญ์กล่าว นายพีรวิชญ์ทิ้งท้ายว่า สำคัญที่สุดของฐานะคณะการทำงาน เรามองว่ากระทรวงศึกษาธิการควรจะลดบทบาทเป็นผู้กำกับดูแล ไม่ใช่ Service Provider แบบ 100% และส่วนที่ควรจะเป็นผู้จัดการการศึกษา ควรจะเป็นผู้เล่นอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ต่างๆ ควรจะเข้ามาอยู่ในพื้นที่ตรงนี้เหมือนกัน เพราะการจัดการทางการศึกษาถ้ากระทรวงยึดไว้มันจะไม่ต่างจากปี 2542
‘พีรวิชญ์’ ยัน ‘ต้องรื้อ’ การศึกษาไทย ระบบปฏิบัติการเก่าในยุคใหม่ เปิดทางท้องถิ่น-เอกชนร่วม เมื่




Yorumlar