‘ประเสริฐ’ ชู พลิกโฉม 27 ปี พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับใหม่ ปลดล็อกโรงเรียน-คืนเวลาครู ปั้นทุนมนุษย์ พัฒนาประเทศ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในงาน Matichon Forum 2026 หัวข้อ “Thailand Education Next for All: พลิกโฉมอนาคตการศึกษาไทย” ตอนหนึ่งว่า การพัฒนาคนและการศึกษาเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศ ตนขอเริ่มด้วยคำถามง่ายๆว่า ถ้ากฎหมายที่กำหนดทิศทางการศึกษา ของลูกหลานเรา ถูกเขียนขึ้นก่อนที่โลกจะรู้จัก สมาร์ทโฟน เราจะเตรียมเด็กไทยให้พร้อมสำหรับโลกปี 2030 ได้อย่างไร ย้อนกลับไป 27 เป็นปีที่ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติพ.ศ.2542 ฉบับที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ประกาศใช้ ในวันนั้น ยังไม่มีสมาร์ทโฟน ยังไม่ มีโซเชียลมีเดีย เทคโนโลยีขณะนั้น เทียบกับเทคโนโลยีในวันนี้ไม่ได้ และไม่มีใครพูดถึงปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เด็กที่เกิดในปีที่กฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้ วันนี้อายุ 27 ปี หลายคนเป็นพ่อเป็นแม่แล้ว แต่ลูกของเขา ยังต้องเรียนภายใต้กรอบกฎหมายฉบับเดียวกับที่พ่อแม่เคยเรียน “27ปี ผ่านมาโลกเปลี่ยนไปทั้งใบ แต่กฎหมายการศึกษาของเรายังเป็นฉบับเดิมทั้งหมดนี้ คือเหตุผล ที่ผมย้ำว่า ถึงเวลาแล้วที่การศึกษาไทยต้องเปลี่ยน ตัวเลขบอกเราชัดเจน ภายในปี 2030 ทั่วโลกจะมีงานใหม่เกิดขึ้นกว่า 170 ล้านตำแหน่ง ขณะที่งานเดิมจะหายไป 92 ล้านตำแหน่ง ทักษะที่ใช้ ทำงานกันอยู่วันนี้ จะเปลี่ยนไปเกือบ 40% และงาน 1 ใน 4 ของโลกจะได้รับผลกระทบจาก AI หันกลับมาดูประเทศไทย สัญญาณยิ่งชัดกว่า ปีที่แล้วเรามีเด็กเกิดเพียง 416,000 คน เป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดในรอบ 75 ปี ขณะที่แรงงานไทยกว่าครึ่ง ทำงานไม่ตรงกับสาขาที่เรียนมา เกือบ 3 ใน 4 ยังมีทักษะดิจิทัลไม่ถึงเกณฑ์ ขณะที่ประเทศต้องการแรงงานทักษะสูงรองรับ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC (Eastern Economic Corridor) และอุตสาหกรรมเป้าหมาย อีกกว่า 1 ล้านคน ภายในปี 2029 เมื่อเด็กเกิดน้อยลง งานเปลี่ยนเร็วขึ้น เราจึงไม่สามารถปล่อยให้ใครหลุดออกนอกระบบได้อีกแล้ว” นายประเสริฐ กล่าว รัฐมนตรีว่าการศธ. กล่าวต่อว่า การพัฒนาประเทศ การพัฒนาทุนมนุษย์ เป็นเรื่องที่ ศ.ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้ความสำคัญ เพราะไม่ว่า ประเทศที่จะมีเทคโนโลยีดีอย่างไร แต่ไม่มีทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ ก็ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ เพราะฉะนั้นวิสัยทัศน์ในปี 2030 หรืออีก 4 ข้างหน้า การศึกษาจะเป็นเครื่องยนต์หลักในการพัฒนาประเทศ เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าซึ่งกว่าจะไปถึงจุดนั้นต้องเปลี่ยนวิธีคิดเลิกมองการศึกษาว่าเป็น ค่าใช้จ่ายแล้วมองให้เห็นว่าเป็นการลงทุน ทั้งนี้ข้อมูลจากเวิร์ดแบงก์ หรือธนาคารโลก ชี้ชัดว่า การได้เรียนเพิ่มขึ้นทุก 1 ปี ทำให้รายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 9% ดังนั้น ไม่มีการลงทุนใดที่คุ้มค่าและยืนยาวเท่ากับการลงทุนในคน “ตลอด 27 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีมาแล้วกว่า 10 คน เปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการศธ.มาแล้ว 22 คน ซึ่งน่าใจหาย คิดเฉลี่ย 1 คน อยู่ในตำแหน่งเพียง 1 ปี 2 เดือน และทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐบาล หรือเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการศธ. นโยบายการศึกษาก็มักจะเปลี่ยนตาม ครูและนักเรียนต้องปรับตัวใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดังนั้นครั้งนี้ ผมจึงอยากพูดให้ชัดว่า รัฐบาลเปลี่ยนได้ รัฐมนตรีเปลี่ยนได้ แต่ทิศทางการศึกษาของชาติต้องไม่เปลี่ยนตาม และสิ่งที่จะเป็นจุดยึดนั้นได้ คือ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่กฎหมายฉบับนี้คือ “ธรรมนูญการศึกษา” ที่วางหลักใหญ่ ของการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนไทย” รัฐมนตรีว่าการศธ. กล่าว นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ใช่ของรัฐบาลใด ไม่ใช่ของรัฐมนตรีคนใด แต่เป็น หมุดหมายของคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปกี่รัฐบาล เด็กไทยจะยังเดินบนเส้นทางเดียวกัน ทุกคนจึงต้องร่วมเป็นเจ้าของ ตามหลัก All for Education ที่ทั้งรัฐ เอกชน ท้องถิ่น ชุมชน และครอบครัว ต่างมีบทบาทในการจัดการศึกษา กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากแนวคิดของใครคนใดคนหนึ่ง ศธ.ไม่ได้ทำเพียงลำพัง ร่างพ.ร.บ.การศึกษาฯฉบับนี้ ผ่านการยกร่าง มาแล้วหลายฉบับตลอดเกือบ 10 ปี ผ่านการยกร่างกฎหมายฉบับใหม่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากครู ผู้บริหาร นักเรียน ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วประเทศ ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมที่ผ่านมา โดยประมาณ 90% เห็นด้วย ขณะนี้การยกร่างเสร็จสมบูรณ์และส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ตรวจสอบแล้ว ตั้งเป้าเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในวาระแรกช่วงต้นเดือนธันวาคมนี้ สำหรับสาระสำคัญของกฎหมายฉบับใหม่ มุ่งเปลี่ยนบทบาท ศธ.จากหน่วยงานที่เน้นการสั่งการ ไปสู่การปลดล็อกข้อจำกัดและเปิดโอกาสให้สถานศึกษา ครู และผู้เรียน โดยมี 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ 1.ปลดล็อกโรงเรียน เพิ่มอิสระบริหาร 4 ด้าน กระจายอำนาจให้โรงเรียนของรัฐมีอิสระในการบริหารจัดการ 4 ด้าน ได้แก่ การบริหารทั่วไป วิชาการ บุคคล และการเงิน พร้อมปรับการจัดสรรงบประมาณเป็นเงินอุดหนุนทั่วไป หรือ Block Grant เพื่อให้สถานศึกษานำงบประมาณไปใช้ตามความจำเป็นของผู้เรียนและบริบทพื้นที่ ภายใต้หลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใส 3.ปลดล็อกครู ลดภาระงาน คืนเวลาให้เด็กลดภาระงานที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ครูมีเวลาดูแลและจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียนอย่างเต็มที่ เพราะแม้หลักสูตรและกฎหมายจะวางแนวทางไว้ดีเพียงใด การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นจริงได้ต้องอาศัยครูที่อยู่หน้าห้องเรียนเป็นกำลังสำคัญ และ3.เปิดโอกาสผู้เรียน เรียนได้หลายเส้นทาง เพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดการศึกษา โดยเฉพาะระดับที่สูงกว่าการศึกษาภาคบังคับ เปิดให้ผู้เรียนเลือกเส้นทางที่สอดคล้องกับความถนัดและความสนใจ สามารถเรียนรู้ได้ทั้งในและนอกสถานศึกษา พร้อมรับรองคุณค่าของการเรียนรู้จากหลากหลายช่องทาง เพื่อเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนกับความต้องการของโลกการทำงาน “ทั้งหมดนี้คือสัญญาณบวกสัญญาณบวกแต่ยังมี การบ้านที่ยังรออยู่ วันนี้เราเริ่มเห็นทิศทางที่ดีขึ้นแล้ว โดย ผลการประเมิน PISA 2025 ของนักเรียนไทยดีขึ้นทุกด้าน เดิมวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้น 23 คะแนน คณิตศาสตร์และการอ่านเพิ่มขึ้นด้านละ 13 คะแนน อันดับด้านการศึกษาของ IMD ขยับขึ้น 3 อันดับ มาอยู่ที่ 52 ของโลก จากเดิมอยู่อันดับที่ 58 ทั้งหมดนี้คือผลจากความทุ่มเทของครูและนักเรียนทั่วประเทศแต่เราจะพอใจเพียงเท่านี้ไม่ได้ เด็กไทยเกือบ 6 ใน 10 ยังมีทักษะคณิตศาสตร์และการอ่าน ต่ำกว่าระดับพื้นฐาน ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ยังมีเด็กและเยาวชนกว่า 600,000 คนอยู่นอกระบบการศึกษา หรือที่เรียกว่า Zero Dropout ทั้งนี้ 600,000 คนไม่ใช่แค่ตัวเลขแต่สะท้อนถึงสุขภาพการศึกษาของนักเรียนไทย นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า ดังนั้นเมื่อเดินทางมาถึงเป้าหมายตั้งแต่ปี 2028 ถึงปี 2030 ที่เราจะขับเคลื่อนหลักสูตรที่เน้นสมรรถนะเน้นทักษะดิจิทัล AI และการคิดวิเคราะห์ และตั้งแต่ปี 2030 เป็นต้นไป ประเทศไทย จะมีระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่สมบูรณ์ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังก้าวจาก “ผู้เข้าร่วม” สู่ “ผู้ร่วมกำหนดทิศทาง”การศึกษาระดับโลก สิ่งที่สำคัญคือ เรากำลังเตรียมความพร้อมเข้าเป็นสมาชิก OECD เราจะเป็น เจ้าภาพการประชุม Global Education Meeting ร่วมกับ UNESCO ที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม ถึง 2 เมษายน 2027 วิธีนี้จะเป็นวิธีที่มีความสัมพันธ์เพราะมีนักศึกษาระดับโลกเดินทางเข้ามาแล้วจะมีการผลักดันวาระ ASEAN Zero Dropout ในฐานะประธานอาเซียนปี 2028 เมื่อโอกาสมาถึงประตูบ้านแล้วสิ่งที่อยากเห็นคือการแตกต่างของประเทศไทยได้รับความร่วมมือจากทั่วโลกจึงเป็นประตูที่มีความสำคัญและเป็นการศึกษาที่มีสันติภาพในอนาคต “มาถึงบทสรุป All for Education ขอได้ทิ้งท้ายด้วย 3 ประเด็นสำคัญ 1.โลกเปลี่ยน บริบทต้องเปลี่ยน การศึกษาต้องเปลี่ยน การศึกษาคือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้มนุษย์แก้ปัญหาชีวิต พัฒนาตนเอง และนำพาชาติให้เจริญก้าวหน้า 2.พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่คือจุดยืนที่ต่อเนื่อง เปรียบเสมือนธรรมนูญการศึกษาที่จะทำให้การขับเคลื่อนเดินหน้าต่อโดยไม่สะดุด ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลกี่ชุด เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กไทยเติบโตเป็นพลเมืองโลกและพลเมืองของประเทศที่มีคุณภาพ และ3. เรื่องนี้ ศธ. ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องอาศัยพลังและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนตามแนวคิด All for Education / Education for All (ทุกภาคส่วนเพื่อการศึกษา) เพราะทุนมนุษย์เป็นทุนที่มีความสำคัญที่สุด การแก้ไขปัญหาสังคมในปัจจุบันต้องแก้ด้วยการศึกษา เพื่อสร้างเด็กไทยให้เป็นคนที่มีคุณภาพ มีโอกาส และยืนหยัดในเวทีโลกได้อย่างสง่างาม”นายประเสริฐ กล่าว
‘ประเสริฐ’ ชู พลิกโฉม 27 ปี พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับใหม่ ปลดล็อกโรงเรียน-คืนเวลาครู ปั้นทุนมนุษย์ พัฒนาประเทศ เมื่อวันที่ 28







Yorumlar