ทลายบริษัททุเรียน เจ้าของคนจีน สวมชื่อลูกจ้างจดทะเบียน ทำถูกตัดสิทธิ‘บัตรคนจน’ไม่รู้ตัว เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พ.ต.อ.เด่นดวง ทองศรีสุข รอง ผบก.ภ.จว.ชุมพร พร้อมด้วย พ.ต.อ.ปริญญา ตัณฑสุวรรณ ผกก.กก.สส.ภ.จว.ชุมพร พ.ต.ท.ธีรนันท์ ชุมวรฐายี รอง ผกก.สภ.หลังสวน และ พ.ต.ท.สันติ มณีรัตน์ สว.ตม.จว.ชุมพร สนธิกำลังตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร และตำรวจ สภ.หลังสวน นำหมายค้นเข้า ตรวจสอบบริษัท แห่งหนึ่งใน หมู่ 4 ต.วังตะกอ อ.หลังสวน จ.ชุมพร เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับข้อสงสัยการใช้บุคคลสัญชาติไทย เป็นตัวแทนถือหุ้นแทนคนต่างด้าว หลังมีอดีตลูกจ้างร้องถูกนำชื่อไปสวมเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 51% โดยไม่รู้ตัว ส่งผลถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทั้งที่เจ้าตัวยืนยันไม่เคยยินยอม ขณะที่พบประเด็นการถือครองที่ดินมูลค่ากว่า 57 ล้านบาท เจ้าหน้าที่เร่งขยายผลตรวจสอบเส้นทางการประกอบธุรกิจ ก่อนแจ้ง 3 ข้อหาหนักผู้เกี่ยวข้อง สืบเนื่องจาก นายเจริญพร (ขอสงวนนามสกุล) ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ที่ สภ.หลังสวน หลังพบว่าตนเองถูกตัดสิทธิในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เนื่องจากระบบตรวจสอบข้อมูลพบชื่อเป็นกรรมการบริษัท เมื่อเจ้าตัวตรวจสอบก็พบว่าชื่อของตนถูกนำไปจดทะเบียนเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทถึง 51% ทั้งที่ตนไม่เคยรับรู้หรือให้ความยินยอมแต่อย่างใด นายเจริญพรยืนยันว่าเคยเป็นเพียงลูกจ้างของบริษัท และลาออกไปนานแล้ว แต่กลับมีชื่อปรากฏในทะเบียนนิติบุคคลในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ จนกลายเป็นเหตุให้ถูกตัดสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ เรื่องดังกล่าวจึงกลายเป็นชนวนให้ตำรวจเดินหน้าสืบสวนขยายผลอย่างจริงจัง จากการตรวจสอบข้อมูลการจดทะเบียนบริษัท พบผู้ถือหุ้น 2 ราย ได้แก่ นายเจริญพร ถือหุ้น 51% และ MR. LI HINHAO หรือ นายหลี ซินฮ่าว สัญชาติจีน ถือหุ้น 49% ขณะที่ลักษณะการประกอบกิจการเป็นธุรกิจรับซื้อและจำหน่ายทุเรียน ทั้งขายส่งและขายปลีกภายในประเทศ โดยไม่ได้ส่งออกไปต่างประเทศด้วย ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าเข้าข่ายธุรกิจตามบัญชีสาม ท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ที่ต้องได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการขยายผลกรณีการนำชื่อคนไทยมาเป็นผู้ถือหุ้นแทน เพื่ออำพรางโครงสร้างการถือหุ้นและหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมายในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวหรือไม่ อีกประเด็นคือข้อมูลเกี่ยวกับการถือครองที่ดินมูลค่าประมาณ 57 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายละเอียดที่เจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม ทั้งที่มาของทรัพย์สิน ความเกี่ยวข้องกับบริษัท และโครงสร้างการถือครองที่แท้จริง เพื่อคลี่คลายข้อสงสัยว่ามีความเชื่อมโยงกับการดำเนินธุรกิจหรือไม่ ภายหลังการตรวจค้น เจ้าหน้าที่ได้เชิญตัว MR. LI HINHAO อายุ 44 ปี มาสอบปากคำที่ สภ.หลังสวน พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาคือ 1.แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 2.แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ 3.ความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 มาตรา 36 กรณีให้ความช่วยเหลือหรือร่วมประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวโดยมิได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000–1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ข่าวแจ้งว่า คดีดังกล่าวถือเป็นอีกกรณีที่ต้องจับตา เพราะข้อร้องเรียนไม่ได้จบแค่การใช้ชื่อบุคคลอื่นในทะเบียนบริษัท แต่ยังส่งผลกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของอดีตลูกจ้างที่ต้องสูญเสียสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ ขณะที่ปมโครงสร้างผู้ถือหุ้นและที่ดินมูลค่า 57 ล้านบาท ยังเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องตรวจสอบให้กระจ่าง ซึ่งตำรวจจะเดินหน้ารวบรวมพยานหลักฐานและขยายผลตามขั้นตอนกฎหมาย เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่าใครเป็นผู้ประกอบธุรกิจและผู้ถือหุ้นที่แท้จริง รวมถึงมีบุคคลอื่นเกี่ยวข้องอีกหรือไม่
ทลายบริษัททุเรียน เจ้าของคนจีน สวมชื่อลูกจ้างจดทะเบียน ทำถูกตัดสิทธิ‘บัตรคนจน’ไม่รู้ตัว เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พ.ต.อ.เด่น





Yorumlar