กรมชลประทานเริ่มแผนบริหารน้ำฤดูแล้ง 2569/70 หลังสิ้นสุดฤดูฝน 31 ต.ค. เตรียมจัดสรรน้ำตามลำดับความสำคัญ พร้อมกันน้ำสำรองรับความเสี่ยงฝนทิ้งช่วงช่วง พ.ค.-ก.ค. 2570 ขณะที่ 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยามีน้ำรวม 18,936 ล้าน ลบ.ม. หรือ 76% ของความจุ และทยอยลดการระบายเขื่อนเจ้าพระยาเหลือ 700 ลบ.ม./วินาที ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมยังเหลือ 11 จังหวัด นายสันติ เต็มเอี่ยม ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชลประทาน ด้านจัดสรรน้ำและบำรุงรักษา ผู้ช่วยอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานประชุมคณะทำงานติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามสถานการณ์และวางแผนบริหารจัดการน้ำในแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้หลังสิ้นสุดการบริหารจัดการน้ำฤดูฝนปี 2569 เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม และเข้าสู่ฤดูแล้งปี 2569/70 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน ได้เตรียมแผนบริหารน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน ข้อมูล ณ วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวม 63,984 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 83% ของความจุอ่างรวม ขณะที่อ่างเก็บน้ำหลัก 4 แห่งในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวม 18,936 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 76% ของความจุอ่างรวม สำหรับแผนบริหารน้ำฤดูแล้งปี 2569/70 กรมชลประทานจะจัดสรรน้ำตามลำดับความสำคัญ โดยให้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นลำดับแรก ตามด้วยการรักษาระบบนิเวศ ภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และกิจกรรมอื่น ๆ พร้อมวางแผนสำรองน้ำไว้รองรับช่วงต้นฤดูฝนปี 2570 โดยเฉพาะช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม ซึ่งอาจเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำ ส่วนการบริหารจัดการน้ำในลุ่มเจ้าพระยา ปัจจุบันกรมชลประทานได้ทยอยปรับลดการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาลงมาอยู่ที่ 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หากปริมาณน้ำมีแนวโน้มลดลง จะพิจารณาปรับลดการระบายเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อนและรักษาสมดุลการบริหารน้ำในลุ่มเจ้าพระยา อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยเข้าสู่ช่วงฤดูแล้งแล้ว แต่กรมชลประทานยังต้องเดินหน้าคลี่คลายผลกระทบจากอุทกภัยฤดูฝนที่ผ่านมา จากพื้นที่ประสบอุทกภัยรวม 62 จังหวัด ปัจจุบันสถานการณ์ส่วนใหญ่คลี่คลายแล้ว แต่ยังเหลือพื้นที่ได้รับผลกระทบ 11 จังหวัด โดยได้ระดมเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ และเจ้าหน้าที่เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ สำหรับสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศ ณ เวลา 07.00 น. วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำรวม 66,450 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 82% ของความจุเก็บกักรวม และมีน้ำใช้การ 42,322 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 75% ของความจุเก็บกักรวม เมื่อแยกรายภาค ภาคตะวันตกมีสัดส่วนน้ำในอ่างสูงสุดที่ 97% รองลงมาคือภาคตะวันออก 89% ภาคเหนือ 76% ภาคกลาง 73% ภาคใต้ 70% และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 69% ส่วน 2 เขื่อนหลักภาคใต้ เขื่อนรัชชประภามีน้ำ 4,269 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 76% ของความจุ ขณะที่เขื่อนบางลางมีน้ำ 770 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 53% กรมชลประทานยังติดตามสถานการณ์ฝนและสภาพภูมิอากาศอย่างใกล้ชิด โดยข้อมูลคาดการณ์ช่วงวันที่ 3-6 พฤศจิกายน ประเทศไทยจะมีสภาพอากาศแปรปรวน มีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และฝนตกหนักบางแห่ง ขณะเดียวกัน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. แจ้งเฝ้าระวังน้ำทะเลหนุนสูงช่วงวันที่ 31 ตุลาคม-4 พฤศจิกายน ซึ่งอาจส่งผลให้ระดับน้ำบริเวณปากแม่น้ำเพิ่มขึ้น พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ ริมแม่น้ำบางปะกง แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำแม่กลอง รวมถึงชุมชนนอกแนวคันกั้นน้ำ พื้นที่ไม่มีแนวป้องกันน้ำถาวร และเส้นทางถนนสุขุมวิท ถนนสุขสวัสดิ์ และถนนพระราม 2 ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร นครปฐม และสมุทรสงคราม กรมชลประทานระบุว่าจะติดตามปริมาณน้ำ ฝน และสภาพภูมิอากาศอย่างต่อเนื่อง พร้อมปรับแผนจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ รวมถึงขอความร่วมมือทุกภาคส่วนใช้น้ำอย่างประหยัดตลอดฤดูแล้งปี 2569/70 อ่านข่าวต้นฉบับ: กรมชลฯ เปิดแผนแล้ง 69/70 น้ำ 4 เขื่อนเจ้าพระยา 76% ลดระบายเหลือ 700 ลบ.ม./วินาที
กรมชลประทานเริ่มแผนบริหารน้ำฤดูแล้ง 2569/70 หลังสิ้นสุดฤดูฝน 31 ต.ค. เตรียมจัดสรรน้ำตามลำดับความสำคัญ พร้อมกันน้ำสำรองรั


评论