‘เดลต้า อีเลคโทรนิคส์’ ตอกย้ำความเป็นผู้นำนโยบายสีเขียว จัดงานประชุมสุดยอดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต Delta SEAO Future Industry Summit 2026 เป็นครั้งแรก ณ ประเทศสิงคโปร์ ภายใต้แนวคิดขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานรับยุค AI และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน พร้อมประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) ดันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนียสู่ฮับดิจิทัลระดับโลก ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ‘เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (Delta Electronics)’ ผู้นำระดับโลกด้านการจัดการพลังงานและนวัตกรรมโซลูชันสีเขียวอัจฉริยะ สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญด้วยการเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมสุดยอดอุตสาหกรรมแห่งอนาคตประจำปี Delta SEAO Future Industry Summit 2026 เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 ที่ประเทศสิงคโปร์ ณ โรงแรมแพน แปซิฟิก ออร์ชาร์ด หลังจากประสบความสำเร็จในการจัดงานอย่างต่อเนื่องถึง 7 ปีในประเทศไทย งานนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานระดับภูมิภาค เพื่อรองรับวิวัฒนาการของ AI และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Advancing Regional Infrastructure for AI and Energy Transformation Evolution)” โดยระดมผู้แทนภาครัฐ ผู้บริหารภาคอุตสาหกรรม นักวิชาการ และสื่อมวลชนกว่า 200 คน มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพลังงาน รองรับการขยายตัวของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนีย (SEAO) เจสัน หยวน (Jason Yuan) ประธานประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนีย บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ ได้กล่าวในหัวข้อ Special Address II: Building Regional Readiness to Capture the Next Wave of Growth ว่า การเติบโตของ AI กำลังสร้างโอกาสสำคัญให้กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในด้านการพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์และอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง โดยจากแนวโน้มตลาดพบว่า 4 ใน 10 ตลาดดาต้าเซ็นเตอร์แห่งอนาคตของโลกอยู่ในภูมิภาคนี้ ได้แก่ ออสเตรเลีย ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งมีแผนพัฒนากำลังการผลิตรวมกันมากกว่า 20 กิกะวัตต์ (GW) ภายในปี 2031 ขณะเดียวกัน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีโอกาสจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมการผลิตฮาร์ดแวร์ AI โดยคาดว่าประมาณ 1 ใน 3 ของเม็ดเงินลงทุนด้านการผลิตระบบฮาร์ดแวร์ AI ทั่วโลก จะอยู่ในภูมิภาคนี้ภายในปี 2031 คิดเป็นเม็ดเงินลงทุน (Capital Expenditure) ราว 57,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเป็นมูลค่ามหาศาลราว 1.92 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญไม่ได้อยู่ที่การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการเปลี่ยนแผนการลงทุนให้กลายเป็นกำลังการผลิตและโครงสร้างพื้นฐานที่เปิดดำเนินงานได้จริง โดยเฉพาะเมื่อ AI กำลังผลักดันให้ความต้องการใช้พลังงานเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หยวนระบุว่า ปัจจุบันภูมิภาคกำลังเห็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI ในระดับท้องถิ่นมากขึ้น เพื่อลดความล่าช้าในการประมวลผล เพิ่มความสามารถในการควบคุมข้อมูล และสร้างความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อยู่ระหว่างก่อสร้างแล้วประมาณ 2.4 กิกะวัตต์ ครอบคลุมการขยายการลงทุนด้าน AI และคลาวด์ในพื้นที่สำคัญอย่างยะโฮร์ กรุงเทพฯ และจาการ์ตา 3 ปัจจัยชี้ขาด ความพร้อมโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนโอกาสจากการลงทุนให้เป็นขีดความสามารถในการดำเนินงานจริง จำเป็นต้องอาศัยปัจจัยสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ ความพร้อมในการจัดหาพลังงาน (Power Availability) ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency) และความรวดเร็วในการติดตั้งโครงสร้างพื้นฐาน (Speed of Deployment) เจสัน หยวน หยวนกล่าวว่า หนึ่งในข้อจำกัดสำคัญคือระยะเวลาในการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าเข้ากับโครงข่าย ซึ่งอาจใช้เวลาตั้งแต่ 24-60 เดือน หรือยาวนานกว่านั้น ทำให้การวางแผนจัดหาพลังงานตั้งแต่ระยะแรกมีความสำคัญอย่างยิ่ง ขณะที่ความหนาแน่นของการใช้พลังงานในระบบ AI ที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ระบบจ่ายไฟและระบบระบายความร้อนต้องมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม โดยดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีค่า Power Usage Effectiveness (PUE) อยู่ที่ 1.25 หรือต่ำกว่า ถือเป็นระดับประสิทธิภาพที่แข็งแกร่ง ส่วนระยะเวลาในการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์แบบดั้งเดิมโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 18-24 เดือน แต่การนำสถาปัตยกรรมดาต้าเซ็นเตอร์แบบสำเร็จรูป (Prefabricated) และแบบโมดูลาร์ (Modular) มาใช้ รวมถึงโซลูชันระบบไฟฟ้าที่เกี่ยวข้อง อาจช่วยลดระยะเวลาการเข้าสู่ตลาดได้สูงสุดถึง 50% ความได้เปรียบในการแข่งขันอยู่ที่ความรวดเร็วในการเปลี่ยนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ให้กลายเป็นการดำเนินงานจริง” หยวนกล่าว นอกจากนี้ การขยายตัวของ AI ยังทำให้ภาคอุตสาหกรรมต้องทบทวนรูปแบบการออกแบบระบบจ่ายไฟฟ้าใหม่ ตั้งแต่ระบบโครงข่ายไฟฟ้าไปจนถึงชิปประมวลผล โดยหนึ่งในเทคโนโลยีที่กำลังได้รับความสนใจคือระบบจ่ายไฟฟ้าแรงดัน 800 VDC ซึ่งช่วยลดขั้นตอนการแปลงพลังงาน เพิ่มความหนาแน่นของกำลังไฟฟ้า และรองรับการขยายระบบประมวลผล AI ในอนาคต หยวนมองว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ แต่ยังส่งผลต่อภาคการผลิตฮาร์ดแวร์ AI โดยตรง เนื่องจากกระบวนการประกอบและทดสอบเซิร์ฟเวอร์ AI รุ่นใหม่ต้องใช้กำลังไฟฟ้าสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยยกตัวอย่างการทดสอบระบบเซิร์ฟเวอร์และแร็ก AI ที่อาจต้องใช้กำลังไฟฟ้าสูงถึง 1.2 เมกะวัตต์ ซึ่งมีความต้องการพลังงานใกล้เคียงกับดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดเล็ก โจทย์ดังกล่าวทำให้ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ AI ต้องแข่งขันกับอุตสาหกรรมอื่นในการเข้าถึงแหล่งพลังงาน ขณะเดียวกันยังต้องเพิ่มระบบอัตโนมัติและความยืดหยุ่นในสายการผลิต เพื่อรองรับความซับซ้อนของอุปกรณ์และการเปลี่ยนผ่านจากขั้นตอนการออกแบบไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ที่รวดเร็วขึ้น เดลต้าชูโซลูชันครบวงจร รับดีมานด์ AI สำหรับบทบาทของเดลต้า หยวนกล่าวว่า บริษัทมองว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI ในอนาคตจำเป็นต้องใช้แนวทางแบบบูรณาการ ตั้งแต่ระบบพลังงาน อิเล็กทรอนิกส์กำลัง (Power Electronics) ระบบระบายความร้อน โครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ ไปจนถึงระบบบริหารจัดการอัจฉริยะ เพื่อช่วยให้ลูกค้าและพันธมิตรสามารถรับมือกับข้อจำกัดด้านพลังงาน ประสิทธิภาพ และการขยายขนาดระบบได้ ในภาคการผลิต เดลต้ายังมองเห็นโอกาสในการนำระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีอัจฉริยะเข้ามาสนับสนุนกระบวนการประกอบและทดสอบเซิร์ฟเวอร์ AI ซึ่งต้องรองรับอุปกรณ์ที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนขึ้น รวมถึงต้องบริหารจัดการการใช้พลังงานในโรงงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากการพัฒนาโซลูชันให้กับลูกค้าแล้ว เดลต้ายังให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมภายในองค์กร โดยหยวนระบุว่า บริษัทตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2573 และปัจจุบันมีความคืบหน้าในการก่อสร้างตามแผนดังกล่าวแล้วประมาณ 91% พร้อมกำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร (Internal Carbon Pricing) ไว้ที่ 300 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เพื่อผลักดันให้การตัดสินใจทางธุรกิจคำนึงถึงต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทั้งนี้ เดลต้ามองว่าการเปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภาครัฐ ผู้ออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงผู้ประกอบการอุตสาหกรรม เพื่อให้ภูมิภาคสามารถรองรับการลงทุนและการเติบโตของเทคโนโลยีในระยะยาวได้ จับมือ NUS ทดสอบดาต้าเซ็นเตอร์ AI พิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือจัดตั้งภาคีเครือข่ายโครงการศูนย์ทดสอบดาต้าเซ็นเตอร์เขตร้อนเพื่อความยั่งยืน ระยะที่ 2.0 อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญภายในงาน คือการประกาศความร่วมมือระหว่างเดลต้าและวิทยาลัยการออกแบบและวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS CDE) ผ่านการเข้าร่วมเป็นพันธมิตรในโครงการ Sustainable Tropical Data Centre Testbed ระยะที่ 2.0 (STDCT 2.0 Consortium) เพื่อร่วมวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีดาต้าเซ็นเตอร์ที่รองรับการประมวลผล AI และเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศเขตร้อน ด้าน ชาน ชาน กัว (Shan-Shan Guo) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายแบรนด์ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน คือ หัวใจสำคัญในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เดลต้าพร้อมเดินหน้าสนับสนุนลูกค้าด้วยโซลูชันไมโครกริด บริการที่ปรึกษา ESG และโครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างอนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว เดลต้าจะสนับสนุนโซลูชันดาต้าเซ็นเตอร์แบบคอนเทนเนอร์สำหรับ AI (AI Containerized Data Center) พร้อมอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องให้แก่ NUS CDE สำหรับใช้ในการวิจัยและทดสอบเทคโนโลยี โดยนำความเชี่ยวชาญด้านระบบพลังงาน ระบบระบายความร้อน และโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ของเดลต้า มาผสานกับศักยภาพด้านการวิจัยของมหาวิทยาลัย ศาสตราจารย์ ลี โป เซ็ง ผู้อำนวยการโครงการ STDCT 2.0 และหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล วิทยาลัยการออกแบบและวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) กล่าวว่า การเติบโตของเทคโนโลยี AI กำลังเปลี่ยนแปลงแนวทางการออกแบบดาต้าเซ็นเตอร์อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากต้องรองรับความหนาแน่นของการใช้พลังงานและภาระความร้อนที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ระบบจ่ายไฟ ระบบทำความเย็น และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องต้องพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น “เทคโนโลยี AI กำลังเปลี่ยนกรอบการออกแบบดาต้าเซ็นเตอร์ไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยความหนาแน่นของพลังงานและภาระความร้อนที่สูงขึ้น ซึ่งสร้างความท้าทายใหม่ต่อประสิทธิภาพของระบบไฟฟ้า ระบบทำความเย็น และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง” ศาสตราจารย์ลีกล่าว ทั้งนี้ โครงการ STDCT 2.0 มีเป้าหมายเชื่อมโยงงานวิจัยและนวัตกรรมเข้ากับการใช้งานจริง ผ่านการจำลองสภาพแวดล้อมการทำงานของดาต้าเซ็นเตอร์ในเขตร้อน เพื่อเปิดโอกาสให้มีการนำเทคโนโลยีใหม่มาบูรณาการ ทดสอบ และประเมินประสิทธิภาพภายใต้สภาวะการใช้งานจริง “เป้าหมายของเราคือการพัฒนาโซลูชัน และข้อมูลเชิงประจักษ์ที่จะช่วยเร่งการวางระบบโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น ทั้งในสิงคโปร์และทั่วภูมิภาค” ศาสตราจารย์ลีกล่าวเสริม ความร่วมมือดังกล่าวจะมุ่งศึกษาประสิทธิภาพของเทคโนโลยีในระดับระบบ ทั้งด้านการใช้พลังงาน การใช้น้ำ ความเสถียรในการดำเนินงาน และความสามารถในการรองรับสภาพภูมิอากาศ เพื่อพัฒนาแนวทางการออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ยั่งยืนสำหรับสิงคโปร์และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับงาน Delta SEAO Future Industry Summit 2026 ยังมีการจัดแสดง Showcase Highlights เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสนวัตกรรมและโซลูชันของเดลต้าใน 4 ด้าน ได้แก่ All-In-One Modular Data Center โซลูชันดาต้าเซ็นเตอร์แบบโมดูลาร์ที่รวมระบบสำคัญไว้ในรูปแบบเดียว เพื่อรองรับการติดตั้งและขยายกำลังการประมวลผล Hydrogen Energy & Microgrid โซลูชันพลังงานไฮโดรเจนและระบบไมโครกริด เพื่อเพิ่มทางเลือกในการบริหารจัดการพลังงานและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน BIM-Empowered iDCIM การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Building Information Modeling (BIM) ร่วมกับระบบบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์อัจฉริยะ Smart Factory & Digital Twin เทคโนโลยีโรงงานอัจฉริยะและ Digital Twin เพื่อจำลองและเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต ดังนั้น การจัดงานที่สิงคโปร์จึงถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงการลงทุนอย่างต่อเนื่องของเดลต้า และความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนอนาคตดิจิทัลและพลังงานสะอาดของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนียอย่างยั่งยืน อ่านข่าวต้นฉบับ: เดลต้า จัด ‘Future Industry Summit 2026’ ครั้งแรกในสิงคโปร์ ผนึกกำลัง NUS ลุยดาต้าเซ็นเตอร์ AI ยั่งยืน
‘เดลต้า อีเลคโทรนิคส์’ ตอกย้ำความเป็นผู้นำนโยบายสีเขียว จัดงานประชุมสุดยอดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต Delta SEAO Future Industry



评论