ดร.กอบศักดิ์ ชี้ Q4 จับตาปัจจัยเสี่ยงตะวันออกกลาง แนะไทยต้องสร้างโมเมนตัม เหยียบคันเร่งขึ้นเขา ดึงการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาในไทย ประเมิน 1-2 ปีเศรษฐกิจเป็นจุดต่ำสุด หากไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ ระยะยาว 3-4 ปีจะสร้างโอกาสประเทศ ดันจีดีพีโต 3-4.5% ธนาคารกรุงเทพ พร้อมเป็นสะพานเชื่อมดึงการลงทุนจากต่างประเทศ – ประเทศจีนเข้ามาสู่ไทย ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสที่สี่ของปีนี้ การส่งออกขยายตัวได้ประมาณ 20% ต่อเนื่องมาหลายเดือน แต่ภาคการท่องเที่ยวมีความน่ากังวลเนื่องจากราคาน้ำมันสูงขึ้น ทำให้ค่าเดินทางแพงขึ้นและผู้คนเริ่มชะลอการท่องเที่ยวปลายปี จึงเริ่มเห็นตัวเลขนักท่องเที่ยวในพื้นที่อย่างหาดใหญ่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ภาครัฐมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและติดปัญหาเพดานหนี้ ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้คาดว่าจะเติบโตประมาณมากกว่า 2% บวกหรือลบเล็กน้อย ขณะที่สิ่งที่ประเมินและคาดการณ์ยากที่สุดในช่วง 2 เดือนนี้ คือ สถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยที่ผ่านมาสหรัฐฯ แทบไม่ได้เปิดการโจมตีอิหร่านหรือดำเนินมาตรการรุนแรง เพียงแค่ปิดกั้นไว้ และรอให้การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เสร็จสิ้น แต่สหรัฐฯ ยังคงเรือบรรทุกเครื่องบินไว้ 2-3 ลำในพื้นที่ อาจจะเตรียมพร้อมทำบางอย่างหลังเลือกตั้ง ซึ่งหากโชคไม่ดีและมีการใช้กำลังทหาร จะเกิดความเสียหายระดับภูมิภาคที่กระทบกลับมายังไทย ทำให้มีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไตรมาสที่ 4 อาจไม่ดีอย่างที่คาดไว้ และอาจเกิดช็อก ต่างๆ ตามมาได้ ทางด้านการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งหากโดนัลด์ ทรัมป์ หรือฝ่ายรีพับลิกันชนะ อาจจะเดินหน้าจัดการปัญหาในตะวันออกกลางให้จบอย่างรวดเร็ว และอาจทำสงครามแข่งขันทางเทคโนโลยีกับจีนอย่างเข้มข้น เนื่องจากมีเวลาบริหารจำกัด นายกอบศักดิ์ กล่าวต่อว่า เมื่อความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เข้มข้นขึ้น ประเทศไทยต้องเร่งสร้างแรงส่งโมเมนตัมทางเศรษฐกิจไว้ล่วงหน้า เปรียบเหมือน “การเหยียบคันเร่งก่อนขับรถขึ้นเขา” เพื่อให้สามารถก้าวข้ามความผันผวนเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น ซึ่งสิ่งสำคัญคือการดึงการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศ เนื่องจากเม็ดเงินงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐในประเทศมีข้อจำกัดและติดเพดานหนี้ ประเทศไทยจึงต้องมองหาเม็ดเงินจากต่างประเทศเข้ามาหมุนเวียนเพื่อสร้างกระตุ้นและขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ สำหรับในช่วงที่ผ่านมา การลงทุนในไทยได้เกิดกระแสการย้ายฐานผลิตออกจากจีนและไต้หวันเนื่องจากเศรษฐกิจจีนอ่อนแอกว่าตัวเลขทางการที่ประกาศไว้ว่ามีการขยายตัว 4% มาจากสินเชื่อภาคธนาคารในจีนที่ติดลบ และราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลง 10-20% ซึ่งสะท้อนถึงกำลังซื้อที่หดตัว นักลงทุนจึงถอดประกอบโรงงานย้ายมาตั้งฐานผลิตในไทย ซึ่งหากประเมินข้อมูลย้อนหลัง 3 ปีจากนิคมอุตสาหกรรมของ บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA พบว่าเงินลงทุนประมาณ 2 ใน 3 มาจากจีน ขณะที่รัฐบาลจีนเองได้เข้มงวดสกัดกั้นกลุ่มทุนสีเทา และสนับสนุนเฉพาะบริษัทที่มีคุณภาพ มีธรรมาภิบาลให้ออกมาลงทุนต่างประเทศ นอกจากนี้ทิศทางการลงทุนในไทย ยังผลมาจากโครงการ BOI to IPO ของภาครัฐบาล โดย บริษัท ฉางอาน (Changan) ได้ประกาศตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ในประเทศไทย คาดว่าจะมีทีมวิศวกรและบุคลากรทำงานกว่า 2,000 คน พร้อมตั้งสำนักงานใหญ่ เพื่อเป็นฐานในการผลิตและส่งออกไปต่างประเทศ ซึ่งหากธุรกิจเติบโตก็มีความสนใจนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยผ่านโครงการ BOI to IPO ในระยะต่อไป ทั้งนี้ธนาคารกรุงเทพพร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อม อำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน และร่วมมือกับมณฑลต่างๆ ในจีนเพื่อนำกลุ่มทัวร์นักลงทุนเข้ามาตั้งฐานในไทย ซึ่งในปัจจุบันธนาคารกรุงเทพได้มีสำนักงานและทีมงานในประเทศจีน อีกทั้งประเมินว่า ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า จะมีบริษัทต่างชาติชั้นนำในกลุ่ม New Sector เข้ามาทำ IPO ในตลาดหุ้นไทยประมาณ 10 บริษัท ซึ่งการดึงเฉพาะบริษัทใหญ่ที่มีเทคโนโลยีชั้นนำและเป็นดาวเด่นเข้ามา จะช่วยเพิ่มมูลค่าตลาดและสภาพคล่องให้ตลาดหุ้นไทยได้ดีกว่าการเน้นเพิ่มจำนวนบริษัทจดทะเบียนทั่วไป ดร. กอบศักดิ์ กล่าวต่อว่า ภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศ ที่มีการขยายตัวในระดับ 2% ซึ่งตัวเลขนี้คือศักยภาพการขยายตัวบนโครงสร้างเทคโนโลยีเดิม เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์เครื่องยนต์สันดาป โรงงานอิเล็กทรอนิกส์ดั้งเดิมที่เน้นรับจ้างผลิต และเอสเอ็มอีที่ดำเนินธุรกิจรูปแบบเดิมมานานกว่า 40 ปี แต่หากประเทศไทยสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่กลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ชิปเซมิคอนดักเตอร์ (SIM CU) แผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และ AI จะช่วยผลักดันทำให้เศรษฐกิจของประเทศในระยะต่อไป มีโอกาสเติบโตได้ถึง 3% 4% หรือ 4.5% เหมือนยุคที่นักลงทุนญี่ปุ่นเข้ามาสร้างฐานอุตสาหกรรมในไทยเมื่อ 30 ปีก่อน ทั้งนี้เมื่อประเมินในช่วง 1-2 ปีนี้ จึงเป็นจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจไทย ซึ่งเป็นช่วงผลัดใบที่โรงงานเดิมปิดตัวขณะโรงงานใหม่กำลังก่อสร้าง แต่ในอีก 3-4 ปีข้างหน้าเมื่อลงฐานรากเสร็จ จะเห็น Ecosystem ที่ดีมากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณบวกจากสินค้า AI ที่ส่งออกโต 24% และการส่งออกไปสหรัฐฯ ขยายตัว 50% แม้จะถูกเก็บภาษี 19% อีกทั้งยังมีโอกาสสำคัญสำหรับทำการค้าในภูมิภาคอาเซียน ที่มีกำลังซื้อสูงขึ้น การค้าภายในภูมิภาค (Intraregional Trade) มีโอกาสขยายตัวจาก 22% เพิ่มเป็น 40% ในอนาคต ขณะที่ทิศทางการดำเนินนโยบายของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดย ธปท. คงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% ซึ่งประเมินว่าโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยในอีก 15 เดือนข้างหน้ามีน้อยมาก ซึ่งการรักษาอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำไว้ก่อน จะต้องช่วยผ่อนคลายภาระหนี้เสียของภาคครัวเรือนและเอสเอ็มอี ซึ่ง ธปท. ประเมินเงินเฟ้อของแบงก์ชาติอยู่ที่ 2.1% และจีดีพีในปีหน้าอยู่ที่ 2.1% อีกทั้งการรักษาค่าเงินบาทให้อ่อนค่าลงเล็กน้อย อยู่ที่ประมาณ 34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ จะช่วยส่งเสริมภาคการส่งออก การท่องเที่ยว และเกษตรกรรม ซึ่งในอนาคตหากเศรษฐกิจเติบโตได้ 4%-4.5% การกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2-3% จึงมีความเหมาะสม อย่างไรก็ตาม ภาพรวมดัชนีหุ้นไทยที่ระดับ 1,560 – 1,600 จุด ถือเป็นระดับที่ปลอดภัย การเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปปีละ 10-20% มีความมั่นคงกว่าการพุ่งขึ้นแรงแล้วดิ่งลงรุนแรง เหมือนในต่างประเทศที่เกิดปัญหาขึ้นมา ส่วนในภาวะที่ตลาดผันผวนสูง ให้เน้น รักษาเงินต้นไว้ก่อน ถือเงินสดบางส่วนไว้เพื่อรอจังหวะที่เหมาะสม อ่านข่าวต้นฉบับ: ดร.กอบศักดิ์ ชี้ Q4 เสี่ยงตะวันออกกลาง ต้องเร่งลงทุนใหม่ พลิกเศรษฐกิจ
ดร.กอบศักดิ์ ชี้ Q4 จับตาปัจจัยเสี่ยงตะวันออกกลาง แนะไทยต้องสร้างโมเมนตัม เหยียบคันเร่งขึ้นเขา ดึงการลงทุนจากต่างประเทศเ




评论