กนง.คงดอกเบี้ยนโยบาย 1.00% ท่ามกลางศก.แบบ K-Shape ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS เปิดเผยว่า จากการที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ต่อปี ในการประชุมครั้งที่ 5/2569 โดยคณะกรรมการฯ ได้พิจารณาปรับเพิ่มการคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ให้ขยายตัวสูงขึ้นเป็น 2.4% จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 2.3% ซึ่งปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ตามแรงหนุนของวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั้งนี้ ประมาณการจีดีพีดังกล่าวยังไม่ได้รวมผลจากการปรับปรุงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการปรับปรุงในหมวดอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก Krungthai COMPASS ประเมินว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะมีแรงส่งหนุนการเติบโตที่ดีกว่าที่ประเมินไว้ แต่ผลดีดังกล่าวยังคงกระจุกตัวและจำกัดอยู่ในเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี (AI-related) ที่มีการเติบโตสูง ซึ่งกลุ่มนี้มีสัดส่วนเพียง 2.7% ของจีดีพีในปี 2567 สะท้อนให้เห็นว่าการส่งผ่านผลดี (Spillover) ไปยังภาคส่วนอื่นๆ ของเศรษฐกิจยังมีอยู่อย่างจำกัด นอกจากนี้ ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับ AI ในปัจจุบันยังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม (Capture Value) ได้น้อย เนื่องจากการผลิตยังคงต้องพึ่งพาสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบ (Import Content) ในระดับสูง ส่งผลให้ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยยังคงมีลักษณะการฟื้นตัวแบบ K-Shape คาด กนง. ตรึงดอกเบี้ย 1.00% ต่อเนื่องถึงสิ้นปี’70 Krungthai COMPASS ประเมินว่า แนวโน้มการบริโภคภาคเอกชนยังคงได้รับแรงกดดันจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง โดย กนง. ได้ปรับลดประมาณการการบริโภคภาคเอกชนลงเหลือ 2.3% จากเดิมที่ระดับ 2.6% สาเหตุหลักมาจากปัญหาภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ตลอดจนตลาดแรงงานและกำลังซื้อที่ยังคงมีความเปราะบาง นอกจากนี้ ในภาคการท่องเที่ยวได้มีการปรับลดประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลงเหลือ 32 ล้านคน จากเดิมที่ 33 ล้านคน เนื่องจากผลกระทบของราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นซึ่งเข้าไปกระทบต่อต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการเดินทางของนักท่องเที่ยว ในขณะเดียวกัน ธุรกิจ SMEs ยังคงต้องเผชิญกับอุปสรรคในการปรับตัวรวมถึงการแข่งขันที่รุนแรง ซึ่งจำกัดการฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศ Krungthai COMPASS ประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 มีการปรับลดประมาณการลงมาอยู่ที่ระดับ 2.1% จากเดิม 2.8% และปรับลดเงินเฟ้อพื้นฐานลงเหลือ 1.2% จากเดิม 1.5% อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มที่จะเร่งตัวขึ้นเป็นการชั่วคราวในช่วงที่เหลือของปีจนถึงช่วงต้นปี 2570 โดยได้รับแรงกดดันจากราคาพลังงานและผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ก่อนที่จะค่อยๆ ปรับตัวลดลงจากผลของฐานที่สูงและอุปสงค์ในประเทศที่ยังคงอ่อนแอ ทั้งนี้ ยังคงมีความเสี่ยงที่เงินเฟ้ออาจพุ่งสูงกว่าที่ประเมินไว้ จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนสูง และข้อจำกัดของมาตรการพยุงราคาพลังงานที่อาจทำให้ต้นทุนถูกส่งผ่านไปยังราคาสินค้ามากขึ้น สอดคล้องกับผลสำรวจ BSI เดือน ต.ค. 2569 ที่ระบุว่าธุรกิจราว 35% มีแผนเตรียมปรับขึ้นราคาในอีก 3 เดือนข้างหน้า นำโดยกลุ่มที่อ่อนไหวต่อต้นทุนพลังงาน เช่น ภาคขนส่ง โรงแรม และร้านอาหาร ขณะเดียวกัน Krungthai COMPASS ประเมินว่า กนง. จะพิจารณาคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% อย่างต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2570 เนื่องจากแม้จะมีการปรับเพิ่มประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจไทย แต่อัตราการเติบโตโดยรวมยังคงต่ำกว่าระดับศักยภาพ และผลดีที่เกิดขึ้นยังคงกระจุกตัวอยู่เฉพาะบางภาคส่วนเท่านั้น การดำเนินนโยบายการเงินจึงมีแนวโน้มที่จะรักษาสถานะผ่อนคลายเพื่อประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่มีความเปราะบางในหลายจุด เตือนเฝ้าระวังส่วนต่างดอกเบี้ยสหรัฐฯ-ไทย กดดันเงินบาท Krungthai COMPASS ประเมินว่า สิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไปคือความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่เป็นผลมาจากความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับต่างประเทศ โดยหลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2569 ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยนโยบายระหว่างสหรัฐฯ และไทย ณ สิ้นปี 2569 ได้กว้างขึ้นเป็น 317 bps ซึ่งถือว่ากว้างที่สุดในภูมิภาค ส่งผลให้ในช่วงเวลาดังกล่าวเงินบาทอ่อนค่าลงถึง 0.7% ซึ่งเป็นการอ่อนค่ามากเป็นอันดับ 2 รองจากเงินเยน และแม้ในช่วงต่อมาที่ตลาดลดการคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ลง (14-26 ต.ค. 2569) จนส่วนต่างดอกเบี้ยแคบลงมาอยู่ที่ 306 bps แต่เงินบาทก็ยังคงอ่อนค่าในระดับ 0.7% ซึ่งถือเป็นการอ่อนค่าในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย Krungthai COMPASS ประเมินว่า ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของนักลงทุนต่างชาติและการเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างชัดเจน โดยในช่วงปลายเดือน ก.ย. 2569 ที่ตลาดปรับคาดการณ์ดอกเบี้ย Fed สูงสุด นักลงทุนต่างชาติได้เทขายสุทธิทั้งในพันธบัตรและหุ้นรวมกว่า 2.7 หมื่นล้านบาทภายในระยะเวลาเพียง 3 วันทำการ (25-29 ก.ย. 2569) แต่เมื่อตลาดลดการคาดการณ์ลงในช่วงกลางเดือน ต.ค. (15-26 ต.ค. 2569) นักลงทุนต่างชาติก็กลับมาซื้อพันธบัตรสุทธิรวม 1.5 หมื่นล้านบาท ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงต่อกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายที่อาจเกิดขึ้นในช่วงที่แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีความผันผวน ซึ่งความไม่แน่นอนของค่าเงินบาทที่เกิดจากปัจจัยดังกล่าว จะสร้างแรงกดดันต่อการบริหารจัดการความเสี่ยง โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจที่ต้องทำธุรกรรมเงินตราระหว่างประเทศ ตลอดจนส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทย จึงมีความจำเป็นที่ทุกภาคส่วนจะต้องติดตามสถานการณ์ความผันผวนในตลาดการเงินอย่างใกล้ชิดต่อไป
กนง.คงดอกเบี้ยนโยบาย 1.00% ท่ามกลางศก.แบบ K-Shape ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS เปิดเผยว่า จากการที่คณะกรรมการนโยบายการเง


评论